Last visit was: It is currently Mon Nov 18, 2019 3:16 pm


All times are UTC + 7 hours




Post new topic Reply to topic  [ 2040 posts ]  Go to page Previous  1 ... 108, 109, 110, 111, 112, 113, 114 ... 204  Next
Author Message
 Post subject: Re: Ficต่อตอนยาวๆของดาเนะ Sc3. ตอน3.5
PostPosted: Wed Nov 10, 2010 5:15 pm 
เทพไฟ
User avatar

Joined: Mon Aug 17, 2009 1:04 pm
Posts: 831
Location: บนหลังคาเต็นท์แพนด้าแดง o_o~!
โอ้ ตอนใหม่มาไวมาก -w-

อ่านตอนเก่ายังไม่จบเลย

_________________
๐๐๐ มาเลี้ยงมังกรกัน คลิกเลย ๐๐๐


Top
Offline Profile  
 
 Post subject: Re: Ficต่อตอนยาวๆของดาเนะ Sc3. ตอน3.5
PostPosted: Wed Nov 10, 2010 8:55 pm 
ฮีโร่มาสเตอร์

Joined: Sun Aug 01, 2010 12:47 pm
Posts: 1973
fushigidane wrote:
“คราวนี้แกคงจะเข้าใจในทุกเรื่องแล้วล่ะน่ะไอ้กิ้งก่างี่เง่า เพราะฉะนั้น ได้เวลาตายของจริงแล้ว” เพียงแค่สิ้นคำของจิตมืดนั้นก็เกิดเสียงร้องเจ็บปวดขึ้นมา


ความรู้สึกตอนนี้เหมือนอ่านหนังสยองขวัญ+หนังแบบ tragedy
แต่ต่างออกไปนิดหน่อย :o

น่าตื่นเต้นแฮะ รอตอนต่อไปดีกว่า :lol:

ปล.เสียงร้องใครหว่า

_________________
ImageImage

Image


Top
Offline Profile  
 
 Post subject: Re: Ficต่อตอนยาวๆของดาเนะ Sc3. ตอน3.6
PostPosted: Fri Nov 12, 2010 7:07 pm 
ฮีโร่มาสเตอร์
User avatar

Joined: Fri Nov 20, 2009 2:59 pm
Posts: 3104
Location: สมุทรปราการ
“อ๊ากกกกก” เสียงร้องอย่างเจ็บปวดดังขึ้นมาหลังจากสิ้นเสียงของจิตมืดเสลธ ที่ขาขวาของจิตมืดเสลธที่เป็นออร่าก่อตัวเป็นรูปกิ้งก่านั้นหายไป แต่ยังสามารถยืนทรงตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “กะ แก ทำไม...” จิตมืดพูดอะไรไม่ออกเมื่อเห็นขาของตนนั้นหายไป และท่าชันเข่ายิงธนูของกิ้งก่าสีเหลืองตัวน้อย ซึ่งดวงตาของกิ้งก่าที่ยิงธนูมานั้น แววตาเต็มไปด้วยความโกรธและเคียดแค้นต่อจิตมืด

“ยกโทษให้ไม่ได้ สิ่งที่แกทำลงไปไม่มีทางยกโทษให้เด็ดขาด” ดาเนะประกาศกร้าวออกมาซึ่งทำให้จิตมืดไม่พอใจเป็นอย่างมาก “แก ถ้างั้นก็ตายซะเถอะ ด้วยพลังที่ข้าสะสมมาทั้งหมด ด้วยร่างๆนี้ แกจะไม่มีวันทำอะไรข้าได้เด็ดขาด ฮ่าๆๆ” จิตมืดเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองกลายเป็นออร่าที่มีคลื่นพลังอยู่มาก จากรูปร่างที่คงรูปกิ้งก่านั้นมีคลื่นออร่าแผ่กระจายออกจนรูปร่างของกิ้งก่าเปลือกนอกนั้นเหมือนมีเปลวไฟลุกขึ้นมา แต่เป็นเปลวไฟสีดำมืดสนิทที่กลมกลืนกับตัว ตอนนี้จิตมืดได้รวบรวมพลังทั้งหมดมารวมอยู่ที่ร่างของตัวมันเองแล้ว จนมีพลังเอ่อล้นออกมาจากตัวตลอดเวลา

“เป็นยังไงล่ะ พลังของข้า พลังที่ข้ารวบรวมมาได้ทั้งหมด” จิตมืดขู่กิ้งก่าน้อยทั้งสองซึ่งเสลธนั้นกลัวจนตัวสั่นไปทั้งตัว “ช่วยด้วย ดาเนะ..ช่วยด้วย เสลธกลัว เสลธอยากกลับกระท่อม” เสลธร้องออกมาอย่างขาดสติด้วยความกลัว ซึ่งดาเนะเองนั้นมีไม่ว่างพอที่จะใช้ไปปลอบให้เสลธเย็นลงด้วย จึงพยายามใช้หางของตนสัมผัสให้โดนตัวของเสลธเพื่อสื่อให้รู้ว่าดาเนะยังคงอยู่

“สุดยอด มันช่างสุดยอดจริงๆ พลังที่ท่วมท้นจนเอ่อล้นออกมาแบบนี้ มันช่างสุดยอดจริงๆ” จิตมืดหัวเราะชอบใจกับพลังที่ได้รับ และยังพรรณาถึงความรู้สึกที่ได้รับจากพลังนั้นตลอด ดาเนะยังคงง้างศรนั้นค้างไว้อยู่แต่ไม่ทำอะไร แต่ยังคงเฝ้าจับตามองอย่างสงบเพื่อที่จะหาจังหวะและช่องโหว่

“กลัวล่ะสิ กลัวกับพลังใหม่ของข้าล่ะสิไอ้กิ้งก่างี่เง่า” จิตมืดมองมายังกิ้งก่าน้อยทั้งสองตัวที่นิ่งเงียบไม่มีเสียงอะไรออกมา ดวงตาจิตมืดนั้นยิ้มกระหยิ่มพอใจกับชัยชนะของตน “อ้อ ข้าลืมบอกอีกเรื่องนึงก่อนที่พวกแกจะตาย นายของข้าหรือเสลธของแกน่ะ ก่อนที่จะให้กำเนิดข้าขึ้นมานั้นน่ะ แกจำวันที่พวกแกยิงค้นพบการศรพลังงานกันได้ใช่มั้ย แล้วได้เรียกพวกผู้ใหญ่มาเพื่อที่จะโชว์ให้เห็นได้ชมกัน ซึ่งแกสามารถทำได้ แต่เพื่อนแกกลับงี่เง่าที่ไม่สามารถแสดงพลังนั้นออกมาให้พวกผู้ใหญ่ได้เห็น แกเลยได้อวยชมจากผู้ใหญ่ แม้เพื่อนแกจะไม่โดนตำหนิหรือว่าอะไร แต่ยังให้กำลังใจต่อไป แต่ในความจริงแล้วเพื่อนแกกลับอิจฉาในตัวแกต่างหาก และต้องการพลังที่จะสามารถทำได้อย่างแก นั่นถือเป็นจุดกำเนิดตัวข้าตนนี้เลยรู้ไว้ด้วย” จิดมืดชี้นิ้วมายังตัวเองถึงการกำเนิดของตัวเอง ซึ่งของขนาดของตัวนั้นขยายใหญ่ขึ้นมาประมาณครึ่งหนึ่งของขนาดตัวเดิม ซึ่งเสมือนนำร่างของกิ้งก่าน้อยมายืนต่อตัวกันประมาณสามตัวกัน ในตอนนี้ร่างทั้งร่างของจิตมืดนั้นเสมือนมีการระเหยของพลังงานออกมาจากตัว

“ข้าได้เปลี่ยนพลังของข้ามาขยายร่างข้าใหญ่ขึ้น มันจะได้ดูน่าเกรงขามสักหน่อย แล้วข้าจะบี้พวกแกให้เละด้วยเหยียบเดียวเท่านั้น ให้สมกับพลังที่ข้าสะสมมาหน่อย” ร่างของจิตมืดค่อยๆเติบโตขึ้นช้าๆ แต่ตัวดาเนะนั้นยังคงสงบนิ่งได้อย่างไม่น่าเชื่อ “หึ ระหว่างรอข้าโตอยู่ ข้าจะเล่าอะไรให้ฟังละกัน ตั้งแต่ที่ข้าได้มีตัวตนขึ้นมานั้น ข้าก็ให้คำแนะนำต่างๆให้กับเพื่อนของแก เพื่อจะให้ได้มาซึ่งพลังที่ต้องการ แน่นอนว่าเรื่องศรพลังงานนั้นอะไรนั่นข้าไม่รู้เรื่องหรอก ข้าแค่สอนวิธีทำให้มันสามารถเป็นที่หนึ่งของหมู่บ้านได้ ด้วยวิธีการกำจัดแกออกไปยังไงล่ะ” ร่างของจิตมืดในตอนนี้เติบโตขึ้นมาเป็นเกือบสองเท่าแล้ว ทำให้ดาเนะต้องเงยหน้ามองเพราะความสูงที่แตกต่างกัน

“เพื่อนแกนี่ก็หัวแข็งใช้ได้เลยนะ แค่ให้ใส่ความแกจนผู้ใหญ่ไล่แกออกไปเองกลับไม่ยอมทำ สุดท้ายต้องให้ข้าควบคุมร่างมาทำเอง เลยต้องลงโทษด้วยการทิ้งรอยแผลเป็นไว้เป็นบทเรียน ว่าการขัดขืนข้ามันต้องเป็นอย่างนี้ แต่คงไม่เป็นบทเรียนครั้งต่อไป เพราะข้านั้นก็ยึดร่างมันมาตลอด และสร้างความเจ็บปวด ความทรมาน หลอกมันเรื่อยๆ เพื่อให้สามารถสร้างพลังงานให้ข้าได้สูบกินเรื่อยมาจนตอนนี้ แม้ตัวข้าจะเป็นแค่เศษเสี้ยวจากร่างต้น แต่ข้าก็สามารถขยายร่างของข้าเพื่อที่จะมาขยี้แกให้ตายได้ ฮ่าๆๆๆๆ” จิตมืดหัวเราะออกมาอย่างสะใจและก้มมองลงมายังเหล่ากิ้งก่าน้อยที่ตัวเล็กลงไปถนัดตา เพราะจิตมืดนั้นมีขนาดตัวที่ใหญ่มาก เหมือนกิ้งก่าที่กลายร่างเป็นยักษ์ก็ไม่ปาน และเท้าที่มีกรงเล็บนั้นก็มีขนาดใหญ่มากจนเพียงพอที่จะเหยียบร่างของกิ้งก่าตัวน้อยนั้นได้อย่างสบายๆโดยไม่ต้องเล็งให้เข้าฝ่าเท้า

“ถ้าไม่มีกิ้งก่าที่งี่เง่าอย่างแก เพื่อนของแกคงไม่ต้องมาเจอกับข้าตนนี้หรอก แต่ข้าก็คงต้องขอบใจแกล่ะนะ ที่เป็นต้นเหตุทุกอย่าง โดยเฉพาะการให้กำเนิดข้า และการที่ทำให้ข้าได้มีพลังที่มากมายขนาดนี้” ร่างของจิตมืดนั้นที่มีขนาดที่ขยายขึ้นมามากนั้น ทำให้สังเกตุเห็นการระเหยออกของพลังงานจากร่างได้อย่างชัดเจน

“สุดยอด สุดยอดจริงๆ พลังที่เอ่อล้นมามันช่างสุดยอดจริงๆ ข้าไฝ่ฝันอยากลิ้มลองสัมผัสพลังที่มากจนเอ่อล้น แล้วเปลี่ยนพลังนั้นมาขยายร่างของข้าให้ใหญ่ตามพลังของข้า และได้เหยียบขยี้เป้าหมายของข้าด้วยเท้าของข้าตนนี้” จิตมืดพรรณาถึงพลังที่อยู่ในตัวอย่างมีความสุขและเคลิบเคลิ้มจนกระทั่งร่างกายหยุดการขยายแล้ว ในตอนนี้ดาเนะมองเห็นเพียงแค่กรงเล็บเท้าของจิตมืดเท่านั้น แม้จะเลยหน้าจนสุดก็ไม่สามารถมองเห็นส่วนหัวได้ สามารถมองได้เห็นเพียงแค่ช่วงลำตัวเท่านั้น

“ได้เวลาเหยียบขยี้แล้วสินะ ด้วยร่างกายที่ใหญ่โตอย่างนี้ ต่อให้ใช้ศรอะไรนั้นก็ไม่มีทางทำอะไรข้าได้ เพราะข้าได้เปลี่ยนร่างเป็นออร่าพลังงานแล้ว ศรของแกก็จะยิงทะลุร่างของข้าโดยที่ข้าไม่เป็นอะไรแม้แต่น้อย แต่เท้าข้ายังสามารถบดขยี้พวกแกได้อยู่ดี” จิตมืดยกเท้าของตัวเองขึ้นมาลอยเหนือพื้นและเขยื้อนมาเหนือหัวของของกิ้งก่าน้อยทั้งสอง

“ขอบใจสำหรับการให้กำเนิดตัวตนของข้าและพลังที่ทำให้ข้าได้ขยายร่างได้ขนาดนี้นะ ลาก่อน ไอ้กิ้งก่างี่เง่า” จิตมืดกล่าวอำลาและปล่อยแรงให้ฝ่าเท้าเคลื่อนลงมาเพื่อที่จะขยี้กิ้งก่าน้อยทั้งสองให้เละ เมื่อเท้าที่ลงไปเหยียบขยี้ลงไปสัมผัสพื้นจนเกิดแรงสั่นสะเทือนไปทั่ว ก็มีเสียงร้องขึ้นมาอย่างเจ็บปวดทรมาน แต่เป็นเสียงร้องมาจากกิ้งก่ายักษ์ที่พึ่งจะกระทืบลงไปขยีเหยื่อตัวเล็กๆ ที่เท้าของของกิ้งก่ายักษ์เป็นรูขนาดเล็กทะลุขึ้นมา ซึ่งมีกิ้งก่าสองตัวอยู่ในรูของเท้านั้น กิ้งก่าดาเนะนั้นอยู่ในท่าชันเข่ายิงธนูขึ้นฟ้า โดยที่มือขวานั้นยังคงมีคลื่นพลังงานสีม่วงวนเวียนอยู่ที่มือ และกำลังก่อตัวขึ้นเป็นศรพลังงานอีกครั้ง

“กะ แก ทำไม...ทำไมถึงยังยิงข้าโดนได้ ทั้งที่ข้าเปลี่ยนแปลงร่างข้าให้มีขนาดใหญ่ และยังเป็นร่างออร่าที่ไม่มีตัวตนด้วย” กิ้งก่ายักษ์ถามด้วยเสียงที่ทรมานอย่างเจ็บปวด แม้จะเป็นรูที่เล็กมากก็ตามเมื่อเทียบกับขนาดร่างกายที่ใหญ่โต “หึ เรายิงศรไปที่ขาแกครั้งแรกนั่นก็เป็นศรพลังงานอยู่แล้ว ต่อให้แกจะเปลี่ยนร่างเป็นอะไรก็ตาม แต่ถ้าแกยังคือพลังงาน ศรของเราก็ยังสามารถทำลายแกได้อยู่ดี แล้วต่อให้แกขยายร่างมากเท่าไหนก็ตาม มันก็ไม่ได้เสริมพลังป้องกันขึ้นมาด้วยซ้ำ มันก็ทำให้แกตัวโตขึ้นเท่านั้น โตแต่ตัวจริงๆนะแก” ดาเละอธิบายให้เสร็จแต่ยังคงง้างศรค้างขึ้นฟ้าเอาไว้อยู่ พลังงานสีม่วงนั้นกำลังเปล่งประกายออกมาที่ปลายศรและค่อยๆขยายขนาดเพิ่มขึ้น

“แก ไอ้กิ้งก่างี่เง่า แกตายไปแล้วแต่ทำไมแกถึงยังยิงศรพลังงานได้ นี่มันพื้นที่ของข้า ข้าเป็นเจ้าของที่นี่ ข้าสามารถควบคุมและทำอะไรต่างๆได้” จิตมืดเริ่มขาดสติเพราะสิ่งที่นอกเมื่อจากการคาดหมายและไม่คาดคิดได้เกิดขึ้นกับตน เสียงที่ออกมานั้นแสดงถึงความไม่พอใจเป็นอย่างมาก

“แกนี่มันโตแต่ตัวจริงๆเลยนะ ก็แกบอกเราเองว่าพลังของแกมันกักขังวิญญาณไม่ให้ออกจากร่าง แล้วมันจะมีอะไรออกไปได้บ้างเล่าไอ้บ้า พลังของการยิงศรมันก็ต้องอยู่ในนี้ ซึ่งเราเป็นเจ้าของทั้งร่างและพลังงาน แต่ไม่มีที่ให้ไหลออก มันก็ต้องมีแต่อยู่กับเราเซ่” ดาเนะขึ้นเสียงเพราะได้รับฟังความคิดแปลกๆจากจิตมืดจนหงุดหงิด และตอนนี้ทั่วร่างกายของจิตมืดนั้นมีสัญลักษณ์รูปดวงตาเวทมนต์สีม่วงทุกส่วนของร่างกาย ซึ่งเกิดจากการล็อคเป้าหมายของท่าศรพลังงาน แต่ครั้งนี้ดาเนะได้แปรเปลี่ยนพลังงานนั้นเป็นการโจมตี “แล้วที่แกบอกว่าแกสร้างเขตพื้นที่ของแก แต่ในนี้มันเป็นร่างเรามันก็ต้องเป็นของเราเซ่” จิตมืดที่ได้ยินแล้วยิ่งเกิดความไม่พอใจที่โดนกิ้งก่าที่เขาดูถูกตลอดนั้นมาดูถูกตัวเองกลับ

“หนอย ไอกิ้งก่างี่เง่า แล้วแกจะทำอะไรข้าได้ พลังที่เอ่อล้นไม่มีที่สิ้นสุดจากตัวข้าแบบนี้ ต่อให้แกยิงศรแบบนี้มาสักร้อยดอก มันไม่ระคายผิวข้าหรอกฟ้ย” จิตมืดพูดข่มด้วยร่างกายที่เอ่อล้นไปด้วยพลังและยกเท้าขึ้นมาเพื่อจะเหยียบกระทืบอีกครั้ง แม้ที่เท้านั้นจะยังมีรูอยู่ก็ตาม ซึ่งดวงตาวงเวทสีม่วงนั้นก็หายไปจากร่างของกิ้งก่ายักษ์แล้วเหมือนกัน

“อยากได้นักเดี๋ยวจัดให้ ไอ้ศรพลังงานร้อยกว่าดอกเนี่ย ลาก่อนไอ้กิ้งก่างี่เง่ากว่า” ดวงตาของดาเนะกระตุกเหมือนให้จังหวะสัญญาณกับทุกโสตประสาตร่างกายของตนเอง มือขวาของดาเนะที่ง้างศรพลังงานขึ้นฟ้านั้นปล่อยออกมา พร้อมกับศรพลังงานจำนวนมากนับร้อยดอกพุ่งออกจากคันธนูเหมือนดั่งสายฟ้าสีม่วง และศรเหล่านั้นต่างพุ่งไปยังส่วนต่างๆของร่างกายของกิ้งก่ายักษ์ที่เคยมีดวงตาเวทปรากฏขึ้นมา ซึ่งศรเหล่านั้นพุ่งลงไปยังเป้าหมายโดยที่แต่ละเส้นนั้นไม่ลงซ้ำตำแหน่งเดียวกันเลย และเมื่อเพียงสัมผัสพื่นผิวของร่างกายนั้น ก็เกิดการระเบิดในทันที และศรต่างๆนั้นก็ทยอยกันระเบิดต่อๆกันจนเกิดเสียงที่ดังสนั่นแต่ไม่เกิดสะเทือนแต่อย่างใด

“อ๊ากกกกกกก” กิ้งก่ายักษ์ร้องออกมาอย่างเจ็บปวดจากการถูกระเบิดนับร้อยบนร่าของตน “ทำไม ทำไมร่างกายข้า ร่างกายข้าที่เอ่อล้นไปด้วยพลังงาน ทำไมถึงโดนศรพลังงานของไอ้กิ้งก่างี่เง่านี่ทำลายได้” เสียงของจิตมืดนั้นเจ็บปวดเหมือนจะขาดใจ ร่างกายของจิดมิตก็สลายออกจากกันและระเหยเป็นไอจางๆก่อนที่จะหายไปในที่สุด

“ก็เพราะพลังที่เอ่อล้นของแกยังไงล่ะ มันเอ่อล้นจนออกมาจากร่างแก แต่มันไม่ได้ไหลกลับเข้าร่างแกแบบไหลวน มันจึงเป็นพลังงานที่ไหลออกไปเรื่อยๆจนเบาบางให้กิ้งก่างี่เง่าอย่างเราทำลายแกได้ไงล่ะ ไอ้จิตมืดที่งี่เง่ากว่า” ดาเนะทุ่มเทพลังงานในตัวทั้งหมดเพื่อปล่อยพายุศรพลังงานนั้นล้มลงไปนอนคว่ำกับพื้นในทันทีด้วยความอ่อนล้าและอ่อนเพลีย

“เสลธ ดาเนะจัดการได้เรียบร้อยแล้วนะ” ดาเนะหันหน้าไปทางเสลธที่นอนขดอยู่ข้างตน “จริงๆนะดาเนะ” เสลธยังไม่กล้าลืมตาจึ้นมาดูเพราะยังกลัวอยู่ “ดาเนะไม่ได้โกหกนะ มันหายไปแล้วจริงๆ” เสลธที่ได้ยินนั้นจึงค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมาและพบเห็นกับกระท่อมของตนเองอีกครั้ง ซึ่งมีสภาพเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สายตาของเสลธกวาดมองไปด้วยความดีใจจนมาหยุดที่ดาเนะที่นอนหมดแรงอยู่ข้างๆตน “ดาเนะเป็นยังไงบ้าง” เสลธคลานตัวเองเข้ามาถามดาเนะด้วยสายตาที่คลอเบ้าด้วยน้ำตา เพราะสภาพของดาเนะนั้นภายนอกเหมือนจะไม่มีอะไรเกิดข้น แต่สีหน้านั้นซีดและดูไม่เหลือเรี่ยวแรงอะไรอีกแล้ว

“ดาเนะเหนื่อยนิดหน่อยน่ะ ดาเนะขอนอนพักหน่อยนะ” ดาเนะพูดเสร็จหนังตาก็ปิดลงมาอย่างช้าๆและไม่เปิดขึ้นอีกเลย เสลธน้อยเดินเข้ามาโอบกอดร่างของดาเนะทางด้านหลังเบาๆ “ดาเนะ ขอบคุณนะ ที่ช่วยให้หลุดพ้นจากจิตมืดได้” ร่างของเสลธในตอนนี้ได้เปลี่ยนมาเป็นร่างเป็นกิ้งก่าเต็มวัยและกำลังอุ้มดาเนะอยู่ในอ้อมกอดของแขนทั้งสองข้าง สายตาของเสลธมองมายังดาเนะที่นอนหลับสนิทด้วยความเหนื่อยล้า ร่างของเสลธนั้นแปรเปลี่ยนเป็นสีขาวและกลายเป็นแสง และเข้าไปในร่างของดาเนะพร้อมกับพลังสีดำเข้าไปในร่างของดาเนะด้วย

“ดาเนะ สิ่งที่เสลธทำให้ดาเนะได้นั้นมีเพียงแค่มอบพลังของเสลธให้กับดาเนะเท่านั้นเอง แม้จะเป็นพลังที่ไม่มากนัก แต่เสลธอยากมอบให้ดาเนะด้วยใจจริงนะ” พลังงานสีขาวและสีดำนั้นเข้าไปในร่างของดาเนะจนหมดพร้อมกับร่างของดาเนะที่นอนบนเตียงนอนของเสลธอย่างสงบนิ่ง “วี” ดาเนะที่นอนอยู่นั้นร้องเรียกเพื่อนของตนขึ้นมาทั้งที่ยังคงหลับตาอยู่ “วี นั่นเสียงของวีหรอ” ดาเนะร้องเรียกเพื่อนของตนเองที่ได้ตายจากไปแล้ว


“เสลธ แน่ใจนะว่าจะเลือกอย่างนั้นจริง” วีไม่สบายใจกับการลาจากของเสลธ ซึ่งอเคเซียก็เป็นห่วงเหมือนกัน “อืมมม เพื่อดาเนะ วิธีการนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้วล่ะ” เสลธตอบให้พร้อมกับเกิดเสาแสงสีขาวน้ำนมขึ้นรอบตัวเสลธพร้อมแล้วสว่างวาบ เมื่อแสงนั้นจางลงไป ร่างของเสลธก็ไม่อยู่ที่ตำแหน่งตรงนั้นแล้ว วีรู้สึกสลดและหางตก การนับเวลาถอยหลังสู่ความตายของดาเนะกำลังเริ่มต้นขึ้น

“วี” เสียงๆหนึ่งดังยังแผ่วเบามาจากเตียงสีขาวที่อ่อนนุ่ม ซึ่งมีกิ้งก่าสีเหลืองนอนสงบนิ่งอยู่ “ดาเนะ” วีหันไปทางต้นเสียงนั้นทันที “วี นั่นเสียงของวีหรอ” เสียงของดาเนะดังขึ้นมาอีกครั้ง วีที่ได้ยินนั้นรีบวิ่งไปหาดาเนะที่นอนอยู่บนเตียงทันที “ดาเนะ ดาเนะ นี่วีเองนะดาเนะ” วีเรียกถามหาดาเนะที่นอนนิ่งอยู่ ดวงตาของดาเนะค่อยๆเปิดขึ้นมาซึ่งเห็นหน้าของวีที่มองมาทางตนด้วยสีหน้าที่มีความหวังและเปลี่ยนเป็นดีใจทันที

“ดาเนะ ดาเนะฟื้นแล้ว” วีกอดร่างที่พึ่งฟื้นของดาเนะในทันที “วี!!!” ดาเนะพูดด้วยเสียงที่ตกใจแม้จะแผ่วเบาก็ตามเมื่อได้สัมผันร่างเนื้อของวี บอลเวทพลังงานที่อยู่ใกล้ๆกับอเคเซีย จากที่เคยมีสีดำหนึ่งในแปดนั้นกลับเป็นสีขาวทั้งหมดแล้ว “ดาเนะ ดาเนะฟื้นแล้ว ดาเนะไม่ได้ตายจากวีไปจริงๆ” วีที่กอดร่างของดาเนะนั้นน้ำตาไหลออกมาทั้งสองข้างด้วยความปลื้มปิติ


Last edited by fushigidane on Mon Nov 15, 2010 9:59 am, edited 1 time in total.

Top
Offline Profile  
 
 Post subject: Re: Ficต่อตอนยาวๆของดาเนะ Sc3. ตอน3.6
PostPosted: Fri Nov 12, 2010 10:04 pm 
ฮีโร่มาสเตอร์

Joined: Sun Aug 01, 2010 12:47 pm
Posts: 1973
fushigidane wrote:
“ดาเนะ ดาเนะฟื้นแล้ว” วีกอดร่างที่พึ่งฟื้นของดาเนะในทันที “วี!!!” ดาเนะพูดด้วยเสียงที่ตกใจแม้จะแผ่วเบาก็ตามเมื่อได้สัมผันร่างเนื้อของวี บอลเวทพลังงานที่อยู่ใกล้ๆกับอเคเซีย จากที่เคยมีสีดำหนึ่งในแปดนั้นกลับเป็นสีขาวทั้งหมดแล้ว “ดาเนะ ดาเนะฟื้นแล้ว ดาเนะไม่ได้ตายจากวีไปจริงๆ” วีที่กอดร่างของดาเนะนั้นน้ำตาไหลออกมาทั้งสองข้างด้วยความปลื้มปิติ



ซึ้ง แทบร้องไห้แน่ะ :cry: :)

ฮือๆ ดาเนะ ยังไม่ตายๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

เอ้า รออ่านตอนต่อไปเด้อ :)

ปล.ถามท่านดาเนะ นิดนึงครับ คือ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้ล่ะ ทั้งๆที่ จิตมืด สูญสลายไป แต่ทำไม ดาเนะ ยังรอดมาได้

_________________
ImageImage

Image


Top
Offline Profile  
 
 Post subject: Re: Ficต่อตอนยาวๆของดาเนะ Sc3. ตอน3.6
PostPosted: Fri Nov 12, 2010 10:09 pm 
ฮีโร่มาสเตอร์
User avatar

Joined: Sun Jun 27, 2010 9:48 am
Posts: 1127
Location: Ionia
ตอนอื่นๆไม่ค่อยซึ้งหรอก แต่ตอนนี้อ่านปุ๊บขึ้นสมองเลย.. เสลธตายแล้วร้ออ T^T(รอดูตอนต่อไป เตรียมเล้าไก่รอละนะ==)

หึหึ แต่ก็ไม่วายยังอุตสาห์แต่งให้จิ้นอีกนะจ๊ะดาเนะ หลับก็โดนอุ้ม+กอด+รัด+ฟัด+เหวี่ยง ตื่นมาก็เจอ

อุ้ม+กอด+รัก+ฟัด+เหวี่ยง รักนี่มันชนะทุกอย่างจริงๆสินะ =.,=..

//ย่องออกนอกมู้อย่างเงียบๆ และไม่ลืมที่จะระแวงธนูที่ยิงมาจากข้างหลัง..


ปินัท.. ยังไม่เข้าใจในความรักของหนุ่มวายอีกหรือ.. ความรักของหนุ่มวายมันล้นเหลือ เสลธถึงกับยอมตายเพื่อมอบชีวิตให้ดาเนะเลยนะเนี่ย โฮะๆๆๆ=.,=

//พูดไปเช็ดกำเดาไป

_________________
Image
Image
I'm a rising celebrity, hug me, hug me, hug me now!!


Top
Offline Profile  
 
 Post subject: Re: Ficต่อตอนยาวๆของดาเนะ Sc3. ตอน3.6
PostPosted: Fri Nov 12, 2010 10:26 pm 
ฮีโร่มาสเตอร์

Joined: Sun Aug 01, 2010 12:47 pm
Posts: 1973
JJmall wrote:


ปินัท.. ยังไม่เข้าใจในความรักของหนุ่มวายอีกหรือ.. ความรักของหนุ่มวายมันล้นเหลือ เสลธถึงกับยอมตายเพื่อมอบชีวิตให้ดาเนะเลยนะเนี่ย โฮะๆๆๆ=.,=

//พูดไปเช็ดกำเดาไป


ใช่หรอครับ :o

คงต้องรอท่านดาเนะมาอธิบาย :lol:

_________________
ImageImage

Image


Top
Offline Profile  
 
 Post subject: Re: Ficต่อตอนยาวๆของดาเนะ Sc3. ตอน3.6
PostPosted: Sat Nov 13, 2010 3:25 pm 
เทพลม
User avatar

Joined: Wed Sep 30, 2009 12:27 pm
Posts: 364
Location: Unidentified
ไปๆมาๆฟื้นและ เหอะๆ เสลธตายและ(หรอ ไม่รู้จิ)
มีพิมพ์ผิดหลายอยู่นะท่านดาเนะ แต่ไม่ได้ดูอะว่าตรงไหนบ้าง

/me นั่งเคลียร์การบ้านต่อ รออ่านตอนต่อไปอยู่คร๊าบ =w=

_________________
เมอซี่...อาจจะอยู่คนเดียวมากเกินไปจริงๆก็ได้นะ...
Image


Top
Offline Profile  
 
 Post subject: Re: Ficต่อตอนยาวๆของดาเนะ Sc3. ตอน4
PostPosted: Mon Nov 15, 2010 9:34 am 
ฮีโร่มาสเตอร์
User avatar

Joined: Fri Nov 20, 2009 2:59 pm
Posts: 3104
Location: สมุทรปราการ
“วี ทำไม...” ดาเนะที่เสมือนพึ่งจะตื่นจากความฝันนั้นยังอ่อนแรงอยู่ เสียงที่พูดออกมานั้นจึงแผ่วเบาตามแต่กลับแฝงด้วยความรู้สึกที่ตกใจ ดาเนะที่ได้สัมผัสร่างเนื้อของวีที่เข้ามากอดตนหลังจากที่พึ่งฟื้นมานั้นทำอะไรไม่ถูก จึงได้เป็นแต่หุ่นนิ่งๆให้วีได้กอดเพื่อชดเชยกับความรู้สึกที่สูญเสียไป

“ดาเนะ ดาเนะรู้มั้ยว่าข้าพเจ้ากลัว ตั้งแต่ที่เห็นเสลธอุ้มร่างของดาเนะมา ข้าพเจ้ารู้สึกกลัวขึ้นมาทันที กลัวที่ดาเนะจะเป็นอะไรไป กลัวดาเนะจะเกิดอะไรขึ้น และเมื่อรู้ว่าดาเนะ...” วีหยุดพูดในทันทีเพราะไม่อยากพูดคำๆที่เป็นลางไม่ดี และได้เกิดขึ้นกับดาเนะมาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งดาเนะนั้นก็รู้คำที่วีต้องการจะสื่อออกมาเป็นอย่างดี แต่ดาเนะก็ไม่อยากพูดคำๆนั้นเหมือนกัน เพราะตัวเองก็ยังไม่เข้าใจตนเองเหมือนกันว่าทำไมถึงกลับมาฟื้นขึ้นมาได้อีกครั้ง และการที่วีเว้นคำพูดนั้นเพราะคงไม่อยากพูดจริงๆ ดาเนะจึงนิ่งเงียบต่อไปให้วีนั้นยังคงกอดต่อ

“แต่ตอนนี้ดาเนะฟื้นมาแล้ว ข้าพเจ้าไม่ต้องการอะไรอีกแล้วนอกจากการฟื้นกลับมาของดาเนะ...นะ” วีที่สวมกอดดาเนะนั้นทรุดลงไปสลบบนหน้าตักของดาเนะที่พึ่งจะสวมกอดด้วยความคิดถึง “วี เป็นอะไรน่ะวี” ดาเนะที่เห็นวีทรุดลงไปอย่างกระทันหันตกใจจนทำอะไรไม่ถูก

“ไม่ต้องเป็นห่วงนะดาเนะ วีเพื่อนของเจ้าไม่ได้เป็นอะไรมากนักหรอก เพียงแต่เหนื่อยอ่อนเท่านั้นเอง” เสียงที่เป็นห่วงของเทพอเคเชียนั้นลอยมาทางด้านหลังของสองกิ้งก่าที่นอนบนเตียงแสนนุ่มพิเศษสีขาว ที่เสกขึ้นมาเพื่อให้เหล่ากิ้งก่านั้นได้นอนหลับพักผ่อน โดยทที่ดาเนะนั้นหันหลังให้กับท่านเทพอเคเชียอยู่

“ท่านอเคเชีย ถ้างั้นที่นี่คือ” ดาเนะหันคอไปทางท่านอเคเชียที่อยู่ด้านหลังของตน “ใช่แล้วล่ะดาเนะ ที่นี่วิหารแห่งแสง และที่นี่คือห้องของเราเอง” อเคเชียบอกถึงสถานที่ๆพาดาเนะมา ซึ่งสถานที่แห่งนี้นั้นเหล่าหางไม่มีโอกาสได้เข้ามาอย่างเด็ดขาด นอกจากเจ้าของห้องหรืออเคเชียเองนั้นจะอนุญาตให้เข้า แต่ด้วยความที่ดาเนะนั้นไม่ได้เป็นกิ้งก่าชาวเมืองแห่งแสงจึงไม่รู้ในเรื่องนี้จึงไม่มีท่าทางแปลกประหลาดออกไป

“ท่านอเคเชีย วีเค้าเป็นอะไรน่ะครับ ทำไมวีเค้า...” ดาเนะยังคงตระหนกและไม่ได้ฟังรายละเอียดที่อเคเชียเล่าให้ฟัง อเคเชียที่เห็นดาเนะที่ตระหนกนั้นรับรู้ได้ถึงความรู้สึกนั้นจึงไม่ถือสาอะไร “ดาเนะ วีเค้าเหนื่อยมากเท่านั้นล่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงนะ” ดาเนะที่ได้ยินคำตอบของอเคเชียนั้นจึงก้มลงไปมองวี ที่นอนหลับสนิทบนตักของดาเนะโดยไม่รู้สึกตัวใดๆแม้จะนอนในท่าที่ไม่ค่อยสบายมากนักก็ตาม

“ท่านอเคเชีย เกิดอะไรขึ้นกับวีครับ ทำไมวีเค้า...” ดาเนะนั้นค่อยๆประคองหัวของวีที่อยู่บนตักตัวเองนั้นให้ลงไปนอนบนเตียง เพราะน่าจะทำให้วีนั้นนอนพักผ่อนได้สบายมากกว่าบันตักแข็งๆของตน และยังมีเหตุผลบางอย่างที่ดาเนะแอบแฝงไว้ด้วย

“ช่วงเวลาที่เธอหลับไปอยู่นั้น วีเค้าอยู่เฝ้าดาเนะตลอดโดยที่ไม่ได้หลับพักผ่อนเลย แม้ตัวของวีนั้นจะเคยได้หลับพักผ่อนตอนที่เราพึ่งพาขึ้นมานั้นก็ตาม แต่ก็เพียงหลับพักผ่อนเพียงแค่ชั่วครู่เท่านั้น จิตใจของวีนั้นปั่นป่วนและไม่สงบนิ่งตั้งแต่ที่เห็นเธอที่ถูกอุ้มมาโดยเสลธหรือเพื่อนของเจ้า บวกกับความกลัวและความเครียดด้วย ทำให้วีนั้นยิ่งเหน็ดเหนื่อยมากเพิ่มยิ่งขึ้น แต่ก็ไม่สามารถที่จะนอนหลับลงไปอย่างสงบได้ แม้เราจะร่ายคาถาอ่อนๆเพื่อให้วีรู้สึกอ่อนเพลียและง่วงแล้วก็ตาม” เทพอเคเชียเล่าถึงเหตุผลต่างๆที่ทำให้วีนั้นสลบไปต่ออหน้าดาเนะให้เข้าใจ ซึ่งเมื่อดาเนะได้ฟังแล้วนั้น ยิ่งทำให้ดาเนะรู้สึกที่ไม่ดีต่อวีมากยิ่งนัก เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดขึ้นเพราะตัวของเขาเองทั้งหมด แม้กระทั่งเหตุการณเสมือนตายไปแล้วของดาเนะ ยังทำให้วีนั้นเป็นห่วงและกังวลมากยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งถ้าเกิดตัวของดาเนะตายไปจริงๆนั้น ดาเนะยังไม่อยากคิดถึงสภาพของวีว่าจะต้องจมอยู่กับทรมานที่เกินกว่าจะคาดคิดได้ ดวงตาทั้งสองข้างของดาเนะนั้นมองลงไปยังหน้าของวีที่หลับไม่ได้สติบนเตียงสีขาวข้างๆตนเอง

“ดาเนะ” อเคเชียเรียกดาเนะเพื่อที่จะถามคำถามอะไรบางอย่าง ซึ่งดาเนะนั้นหันไปทางอเคเชียและลุกขึ้นเพื่อที่จะเปลี่ยนท่านั่งให้สมเกียรติกับที่ได้รับการเชิญชวนจากเทพ “ไม่ต้องมากพีรีตรองก็ได้ดาเนะ ตามสบายของเจ้าเถอะ” อเคเชียนั้นห้ามปรามเพราะไม่ใช่อยู่ในหน้าที่หรืออย่างใดที่จะต้องทำเป็นแม่แบบตัวอย่างให้ แต่เป็นการเชิญส่วนตัวเข้ามา และเหล่ากิ้งก่านั้นก็อยู่ในสภาพที่เหน็ดเหนื่อยและอ่อนล้าทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจกันมามากแล้วด้วย จึงไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องปฏบัติตามหลักเพื่อตน

“ดาเนะ เราอยากรบกวนเธอช่วยอธิบายสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นกับเธอได้ไหม ว่าทำไมเธอถึงกลับมาฟื้นคืนได้อีกครั้งทั้งที่เธอ...” อเคเชียเว้นคำที่ไม่อยากเอ่ยถึงเหมือนกับกิ้งก่าวีด้วยเหตุผลเดียวกัน “เสมือนตายไปแล้วใช่มั้ยครับ” ดาเนะตอบแทนคำตอบที่เว้นว่างนั้นให้กับอเคเชียและวีที่นอนสลบแล้ว แม้แต่อเคเชียนั้นยังสงสัยและไม่เข้าใจในตัวของดาเนะที่ฟื้นกลับมาอีกครั้งได้อย่างไร ทั้งที่ดาเนะนั้นตายไปแล้ว ซึ่งเมื่อมีใครตายแล้วนั้นจะไม่สามารถมีสิ่งใดนั้นสามารถชุบชีวิตกลับมาได้ และยิ่งโดยเฉพาะลูกบอลเวทมนต์ทรงกลมสีขาว ที่มีโลหะสี่เหลี่ยมผืนผ้าลอยหมุนวนล้อมเอาไว้ให้ลูกบอลเวทมนต์นั้นลอยอยู่ภายใน ซึ่งจากเดิมนั้นมีควันสีดำลอยอยู่ภายในอยู่หนึ่งในแปด แต่กลับมลายให้เหลือแต่เพียงสีขาวที่เป็นสีพื้นเดิมเท่านั้น และบอลนั้นยังใช้ตรวจร่างของดาเนะซึ่งเคยถูกจิดมืดเข้าภายในร่างนั่นเอง อเคเชียอธิบายถึงลูกบอลเวทให้กับดาเนะฟัง ซึ่งเธอใช้ตรวจจับภายในร่างกายของดาเนะให้แสดงผลออกมาผ่านทางลูกบอลนั้นด้วย

“ก็อย่างที่เราอธิบายไปล่ะนะดาเนะ ทั้งที่ในร่างกายของเธอนั้นมีจิตมืดไหลเวียนอยู่ภายในร่างกาย และเราก็ไม่ได้ทำการดูดจิตมืดออกจากร่างด้วย ซึ่งถ้าเราดูดนั้นนั่นจะหมายถึงความตายของชีวิตเธอจริงๆ แต่ดาเนะกลับทำให้จิตมืดภายในร่างนั้นหายออกไปจากร่างได้เอง และเธอยังฟื้นกลับคืนมาจากสถานะที่ไม่น่าเป็นไปได้เลยว่าจะฟื้นกลับมาได้ด้วย” อเคเชียเกริ่นนำคำถามดาเนะถึงหลักเหตุผลของความน่าจะเป็นให้ฟัง แต่สิ่งมหัศจรรย์นั้นได้เกิดขึ้นภายในร่างของดาเนะขึ้น

“ดาเนะ เธอพอจะบอกได้มั้ยว่าเธอใช้วิธีการอะไรในการรักษา เพราะถ้าดาเนะสามารถรักษาได้เองจริงๆ พลังของดาเนะนั้นมีความจำเป็นมากต่อเหตุการณ์ภายภาคหน้าที่จะเกิดขึ้นเร็วๆนี้แน่นอน และพวกเราต้องพึ่งพลังของเธอที่เทพอย่างเรายงไม่สามารถทำได้” อเคเชียพูดกึ่งขอร้องในพลังใหม่ของดาเนะ แต่ทันที่ที่ดาเนะจะตอบถึงพลังใหม่นั้นกลับถูกสะกิดด้วยคำคำว่า “เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น” ที่ออกมาจากปากอเคเชีย เหมือนเทพอเคเชียจะรู้อะไรบางอย่างที่ตัวดาเนะนั้นไม่รู้ และน่าจะเป็นเหตการณ์ที่รุนแรงมากด้วย เพราะสีหน้าของอเคเชียนั้นแย่ลงมากที่เอ่ยถึงคำๆนั้นออกมา เหมือนกับว่าจะเกิดการณ์สูญเสียมากมายที่เทพตนนี้ไม่ชอบและไม่อยากที่จะให้เกิดขึ้น

“ท่านอเคเชีย หมายความว่ายังไงน่ะครับ “เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น”ที่ท่านหมายถึง” ดาเนะถามขึ้นมาทันทีเพราะตัวเองนั้นก็รู้สึกไม่ดีเช่นการณ์ และยังมีความรู้สึกแย่ที่วิ่งเข้ามาแทรกในจิตใจเพิ่มขึ้นด้วย “ดาเนะคงยังไม่รู้เรื่องสินะ ระหว่างที่กำลังนอนอยู่บนเตียงนั้น เสลธเค้าเสนอวิธีการหนึ่งขึ้นมาเพื่อจะกำจัดต้นตอจิตมืดให้หายจากไป และไม่มีวันหวนกลับคืนมาอีกครั้ง” อเคเชียไม่รู้จะหาคำว่าอะไรให้ดูดีกว่าคำว่า “กึ่งตาย” ซึ่งเป็นสถานะของดาเนะในตอนที่อยู่ใจห้วงอดีตของเสลธและสู้กับจิตมืดภายในร่างของตนเอง จึงใช้คำที่แทนสถานะของดาเนะถ้ามองจากสายตาซึ่งเหมือนกำลังนอนอยู่ ดาเนะในตอนนี้หันซ้ายหันขวาเพื่อมองหาเพื่อนกิ้งก่าสีดำของตนเองทันทีที่ได้ยินชื่อของเพื่อนนั้นเอ่ยออกมา ในตอนนี้ดาเนะอยากพบเจอและกล่าวขอโทษที่เข้าใจผิดในตัวเพื่อนมาตลอด หลังจากที่ต่อสู้กับจิตมืดภายในร่างของตนเองจึงรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นคือฝีมือของจิตมืด ไม่ได้เกิดจากตัวของเสลธเอง และยิ่งเข้าใจในความทุกข์ทรมานที่เสลธต้องประสพมาตลอดหลายปี ทำให้ยิ่งอยากพบเจอและต้องกล่าวขอโทษจากภายในใจให้ได้

“ท่านอเคเชีย เสลธล่ะครับ เสลธอยู่ไหน” ดาเนะร้องเรียกถามหาเพื่อนของตนซึ่งไม่ได้อยู่ในห้องนี้แล้ว อเคเชียที่เห็นกิ้งก่าสีเหลืองที่สภาพจิตใจนั้นค่อนข้างแย่อยู่แล้ว คำตอบของเธอที่จะตอบออกมานั้นจะยิ่งทำลายจิตใจของกิ้งก่าตัวนี้ให้แตกสลายเป็นเสี่ยงๆได้ แต่เพราะความที่เธอเป็นเทพ จึงไม่สามารถที่จะโกหกจากสิ่งที่จะออกมาจากปากของเธอได้ มันไม่ใช่เป็นกฏ แต่เป็นข้อบังคับที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะถึงแม้เธอจะคิดการโกหกไว้ในความคิด แต่นามเมื่อถ่ายทอดออกมานั้นจะถูกแปรเปลี่ยนออกมาเป็นความจริงในทันที แม้ว่าจะใช้ปากพูด มือเขียน ถ่ายทอดความคิด หรือวีธีการต่างๆนั้นก็จะถูกแปรเปลี่ยนเป็นความจริงของเนื้อความนั้นๆออกมา

ยกเว้นแต่สิ่งที่เรียกว่า “มหัศจรรย์” นั้นจะเกิดขึ้นมา เพราะ เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือความคาดหมาย สามารถเปลี่ยนเหตุการณ์ต่างๆให้เป็นอย่างอื่นได้โดยที่ไม่มีใครรู้และคาดเดาขึ้นมาได้ เหมือนอย่างของเหตุการณ์ของดาเนะที่ไม่มีทางรักษาได้ แม้จะรักษาได้นั้นก็เหมือนกับการเร่งเวลาความตายของดาเนะให้เกิดขึ้นทันที แต่เกิดความมหัศจรรย์ในร่างของดาเนะขึ้นมา ทำให้จากเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ขึ้นมานั้นกลับเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ เหมือนกับการฟื้นตื่นจากความตายของดาเนะนั่นเอง

“ดาเนะ ก่อนที่เราจะเล่า“เหตุการณ์นั้น” เราขอคำตอบจากดาเนะก่อนได้ไหมว่าเธอทำอย่างไรในการรักษาตัวเองจากจิตมืดภายในร่างได้ เพราะเรื่องที่เราจะเล่าออกมานั้น เราเชื่อว่าดาเนะคงไม่อยากได้ยินแน่ๆ แต่มันกำลังจะเป็นความจริงที่จะเกิดขึ้น” อเคเชียรู้ดีว่าถ้าเล่าเรื่องๆนั้นออกไป จิตใจของดาเนะคงจะไม่เหลือพอที่จะทำอะไรต่างๆต่อไปได้อีกแล้ว ซึ่งดาเนะที่ยิ่งได้ฟังจากปากคำของเทพอเคเชียแล้วยิ่งรู้สึกไม่ดีต่อตัวเสลธมากขึ้น ดาเนะจึงเลือกที่จะตอบคำถามตามคำเรียกร้องของเทพอเคเชียก่อน

“ขอบใจนะดาเนะ เรารู้สึกไม่ดีเหมือนกันที่เหมือนใช้ดาเนะเป็นเครื่องมืออย่างนี้เลย ที่ต้องการคำตอบแล้วก็ทำลายทิ้งด้วยตัวเราเองแบบนี้” ดาเนะที่ได้ยินความรู้สึกในใจของเทพอเคเชียนั้นจึงเริ่มเล่าความจริงที่เกิดขึ้นภายในร่างของตนเองให้เทพอเคเชียฟัง แม้ใจจริงอยากจะให้วีรู้เรื่องด้วยก็ตาม เพราะวีที่นอนหลับไม่ได้สติเพราะจากความเครียดและการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ จึงปล่อยให้นอนต่อไป ดาเนะจึงเริ่มเล่าเหตุการณ์ภายในร่างทุกระเบียบเท่าที่จะเล่าได้จนจบ

“ต้องขอโทษท่านอเคเชียด้วยครับ แม้แต่ตัวผมเองผมยังไม่รู้เลยว่าผมฟื้นมาได้ยังไง ทั้งที่ผมก็เข้าใจว่าหลังจากที่กำจัดจิตมืดลงไปแล้วนั้น ผมก็คงจะตายจากไปเพราะไม่มีพลังของจิตมืดค่อยกันดวงวิญญาณ ที่เดิมทีหลุดจากร่างของผมแล้วได้หลุดออกไปจริงๆ” ดาเนะเล่าเหตุการณ์ทุกอย่างให้ฟังจนถึงที่ดาเนะกำจัดจิตมืดในร่างได้และสงบไปเพราะหมดแรง แต่เหตการณ์ที่เสลธเข้ามาขอบคุณและมอบพลังทั้งสีขาวและสีดำนั้นไม่ได้ถูกเล่าออกมาจากปากกิ้งก่าดาเนะ เพราะในช่วงเวลานั้นดาเนะสลบอยู่จึงไม่รับรู้เรื่องราวอะไรทั้งสิ้น

“อย่าตำหนิตัวเองเลยดาเนะ เพียงแค่เธอสามารถฟื้นนคืนกลับมาได้นั้น พวกเราก็ดีใจมากแล้วล่ะนะ” อเคเชียปลอบให้กับดาเนะที่ไม่สามารถให้คำตอบที่เธอต้องการให้ได้ เพราะอเคเชียนั้นคาดหวังพลังในตัวของดาเนะเหมือนกันสำหรับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น

“ท่านอเคเชีย แล้ว”เหตการณ์นั้น” มันคืออะไรหรอครับ” ดาเนะตัดสินใจถามคำถามที่จะสามารถทำลายจิตใจของดาเนะได้ แม้จะยังไม่รู้ถึงเนื้อความนั้นแต่ก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกและจากน้ำเสียงที่เทพอเคเชียเคยอธิบายมาก่อน อเคเชียมองมายังดาเนะด้วยสายตาที่สลด และเริ่มเริ่มเล่าเหตุการณ์นั้นที่จะทำลายจิตใจของดาเนะด้วยวาจาที่ออกมาจากปากของเทพที่เป็นความจริงทุกคำ

“ดาเนะ เราต้องขอโทษด้วยที่ต้องเล่าเรื่องที่โหดร้ายแบบนี้ให้กับเธอฟัง แต่เราคิดว่าเธอสมควรที่จะรู้มากกว่าที่จะต้องเผชิญโดยที่ไม่รู้...เสลธเค้า...” เทพอเคเชียเริ่มเล่าความจริงที่โหดร้ายซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นให้กับดาเนะฟังจนจบ กิ้งก่าสีเหลืองที่ฟังเรื่องราวอยู่นั้นนั่งอยู่บนเตียงด้วยตัวที่สั่นเทาและมีหยดน้ำหยดลงบนเตียงสีขาวนั้น และยังคงหยดลงเรื่อยๆไม่หยุด


Last edited by fushigidane on Wed Nov 24, 2010 8:48 pm, edited 1 time in total.

Top
Offline Profile  
 
 Post subject: Re: Ficต่อตอนยาวๆของดาเนะ Sc3. ตอน3.6
PostPosted: Mon Nov 15, 2010 9:49 am 
ฮีโร่มาสเตอร์
User avatar

Joined: Fri Nov 20, 2009 2:59 pm
Posts: 3104
Location: สมุทรปราการ
ต้องขอโทษด้วยนะครับที่งานนี้ช้ามากเลย ปาไปตั้ง3วันแน่ะ และคิดว่างานอาจจะดีเลย์เป็นวันเว้นวันแล้วจริงๆด้วย เพราะทั้งคิดรายละเอียดไม่ค่อยได้ กับงานที่มีเรื่อยๆจากที่ทำงาน ทำให้ตอนนี้ได้เต็มที่แค่หนึ่งหน้ากระดาษจากสองหน้ากระดาษ ความจริงแล้วอาจลงวันละหน้ากระดาษก็ได้แต่มันจะหาตัวเขื่อต่อยากมากๆเลย แล้วจะไม่ตรงConceptที่ว่า เนื้อเรื่องต่อตอนยาวๆ อีกด้วย จึงต้องขอโทษจริงๆที่ทำให้ผู้ที่สนใจในฟิคนั้นต้องไม่พอใจในแบบนี้ แต่ถ้าสามารถทำได้ก็จะทำครับ

ความจริงแล้ววันเสาร์ติดเล่นKIAเพลินจนลืมแต่ง (แต่ลบเกมไปและ) วันอาทิตย์เข้ามานั่งบ่นและได้แค่หนึ่งหน้ากระดาษเท่านั้นเอง เลยมาแต่งต่อเช้าวันจันทร์จนเสร็จ

มีความเห็นเรื่องอะไรต่างๆเสนอได้นะครับ จะนำไปปรับปนุงให้ดียิ่งขึ้น

ส่วนก่าโค้ดนั้นผมต้องขอโทษจริงๆ ผมนึกไม่ออกจริงๆว่าจะแต่งให้ได้ตามความต้องการยังไง แต่ยังคงหาทางคิดเรื่อยๆอยู่นะครับ ไม่ลืมอย่างแน่นอน

ไปๆมาๆการศึกษาภาษาCนี่ก็สนุกเหมือนกันนะ ไม่รู้ว่าเพราะเป็นของใหม่ท่ยังให้ความสนใจรึเปล่า แต่เหมือนกับเราทำอะไรอย่างหนึ่งและรอดูงานนั้นๆให้ออกมาตามที่เราต้องการ เหมือนกับเราวาดรูปแล้วได้ภาพงามๆออกมาล่ะมั้ง แม้จยังแค่คำสั่งPrintf แต่ก็ยังรู้สึกอยากลุยต่อไปให้ทำให้ได้อย่างที่ฝันไว้ แม้จะเสียเวลาในอดีตที่ผ่านมาแล้ว แต่เราสามารถใช้เวลาในปัจจุบันเพื่อขดเขยกับอดีตได้อยู่ และอบคุณคำท้ายMSNนะ มันเป็นคำที่ให้กำลังใจเราดีมากๆเลย "แม้จะพยายามไปไม่ถึงดวงดาว แต่เราก็ยังอยู่ในหมู่ดวงดาว"

ตั้งแต่เปิดเทอมมานี่ช่างเงียบเหงาจัง คิดถึงบรรยากศที่กระทู้นี้จะมีเหล่าพ่อยกแม่ยก และคนอื่นๆมาร่วมครั้งละสามหน้าต่อตอนจัง สงสัยเพราะเปิดเทอมกันหมดแล้ว หรือมีตอนที่ชวนจิ้นพาเข้าใจผิดดีนะ :shock: (พูดลอยๆล้อเล่นนะ)


Top
Offline Profile  
 
 Post subject: Re: Ficต่อตอนยาวๆของดาเนะ Sc3. ตอน5
PostPosted: Mon Nov 15, 2010 2:43 pm 
ฮีโร่มาสเตอร์
User avatar

Joined: Fri Nov 20, 2009 2:59 pm
Posts: 3104
Location: สมุทรปราการ
ดาเนะที่ได้ยินเรื่องที่เทพอเคเชียเล่ามานั้นรู้สึกหมดแรงในทันที หยดน้ำตาค่อยๆผุดขึ้นมาที่เบ้าตาทั้งสองและไหลลงอาบข้างแก้ม และหยุดลงบนเตียงที่ละหยดๆในขณะที่หน้าของดาเนะก้มให้กับเตียง

“ไม่จริงน่ะ เรื่องแบบนั้น...ทำไม” ดาเนะไม่อยากรับความจริงและพยายามคิดปฏิเสธว่าสิ่งที่เทพที่อยู่หน้าตนนั้นพูดโกหกขึ้นมา แต่ความจริงนั้นก็ยังเป็นความจริง และยิ่งสิ่งที่ออกมาจากเทพต่างๆนั้นล้วนแล้วแต่เป็นความจริงที่ไม่สามารถโกหกได้ ซึ่งดาเนะนั้นรู้ถึงจุดนี้เป็นอย่างดีแต่ก็ยากที่จะยอมรับได้

“ท่านอเคเชีย เสลธ...เสลธเค้า..” ดาเนะเงยหน้าขึ้นมามองเทพอเคเชียทั้งน้ำตาและคาดหวังว่าสิ่งที่อเคเชียพูดมานั้นไม่เป็นความจริงทั้งที่เป็นไปไม่ได้ “ดาเนะ เราขอโทษที่เราทำร้ายจิตใจเธอนะ แต่เรื่องที่เราเล่าไปทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องจริง ในฐานะเทพอย่างเรานั้นไม่สามารถที่จะบิดเบือนสิ่งที่เราจะสื่อหรือถ่ายทอดออกมาได้” อเคเชียย้ำความจริงที่โหดร้ายให้ดาเนะอีกครั้ง

“ทำไม...เสลธ ทำไม...” ดาเนะทรุดตัวเองลงไปนอนร้องไห้บนเตียง เพราะเพียงการคาดเคลื่อนของเวลานิดเดียวในช่วงที่เสลธนั้นหายไปกับช่วงที่ดาเนะตื่นนั้น กลับเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เสลธกับดาเนะนั้นไม่สามารถพบกันได้อีกตลอดไปจนทำให้ดาเนะช็อคจนหมดสติไปในทันที อเคเชียนั้นไม่สามารถทำอะไรให้กับดาเนะได้ เพราะการเลือกปฏิบัตินั้นก็เป็นกฎข้อห้ามของเหล่าเทพเหมือนกัน นอกเสียจากการเลือกปฏิบัติเพื่อส่วนรวมอย่างการรักษาต่างๆ เพราะการเจ็บป่วยถืออยู่ในภัยธรรมชาติที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่การปลอบประโลมนั้นถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ เพราะเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาจากความรู้สึกของเหล่าหางกันเอง

อเคเชียหลับตาลงเหมือนรวมสมาธิ และจากนั้นร่างของกิ้งก่าสีเหลืองทั้งสองตัวนั้นก็หายไปจากห้องของเธอพร้อมกับเตียงในทันที เตียงสีขาวพิเศษที่มีแต่ที่นอนกับร่างของกิ้งก่าสองตัวนั้นถูกส่งมายังห้องของวีโดยวางไว้ที่กลางห้อง เพราะมีพื้นที่มากพอที่จะให้วางที่นอนขนาดใหญ่ลงไปได้ แต่ที่นอนนั้นถูกย่อขนาดลงให้เหลือเพียงสำหรับขนาดกิ้งก่าสองตัวนอน โดยดาเนะกับวีนั้นนอนอยู่ใกล้ๆกันแต่ไม่ประชิดมาก กิ้งก่าทั้งสองตัวต่างยังคงนอนหลับไม่ได้สติกันทั้งคู่ วีนั้นหลับเพราะเหน็ดเหนื่อยจากการเฝ้าดาเนะทำให้พักผ่อนน้อย ส่วนดาเนะเองนั้นใช้พลังงานในการต่อสู่กับจิตมืดและช็อคจนหมดสติไป

เมื่ออเคเชียเล็งที่นอนและส่งไปถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัยนั้น จึงเริ่มส่งกระแสจิตให้กับเหล่าหางDRแห่งหน่วยอัลฟ่าที่กำลังเดินทางออกจากเมือง เพื่อปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้ช่วยเหลือและสำรวจเหตการณ์ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านคาเลียนก้า ซึ่งเหล่าDRในชุดออกปฏิบัติภารกินนั้นกำลังเดินทางออกจากประตูเมือง ซึ่งเป็นเวลาเช้ามืดยามพระอาทิตย์กำลังจะขึ้น

“เหล่าDRแห่งหน่วย ตอนนี้เพื่อนกิ้งก่าน้อยทั้งสองนั้นเราส่งกลับมาที่ฐานของพวกเธอแล้วนะ ไม่ต้องเป็นห่วงหรือกังวลแล้วล่ะ ตอนนี้ทั้งคู่กำลังนอนพักผ่อนในห้องของนอนที่น่าจะเป็นของวีถ้าเราส่งไม่ผิดห้องนะ ทั้งคู่เหน็ดเหนื่อยมามากถ้ากลับมาแล้วยังไม่ตื่นไม่ต้องตกใจไปนะ แล้วก็เหมือนจะออกไปปฏิบัติภารกิจกันสินะ เราขออวยพรให้พวกเธอทุกตัวกลับมาโดยสวัสดิภาพและปลอดภัยทุกตัว ไร้ซึ่งการบาดเจ็บกลับมานะ”

หลังจากที่เทพอเคเชียส่งจิตมาบอกถึงความเป็นไปของกิ้งก่าวีและอวยพรให้นั้น เหล่าหางDRทุกตัวต่างกล่าวขอบคุณเทพอเคเชียที่ดูแลเพื่อนและเป็นห่วงพวกตนภายในใจด้วยใจจริง

“เอาล่ะ ท่านอเคเชียไหนจะมอบพลังและฟื้นฟูให้พวกเราพร้อมก่อนออกเดินทางตอนนั้นแล้ว ท่านยังอวยพรให้พวกเราด้วย ครั้งนี้เราต้องปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุดเลยนะ” วาฬกิลปลุกระดมให้เหล่าหางลูกทีมต่างๆฮึกเหิมกับหน้าที่ๆได้รับ ซึ่งเหล่าหางต่างร้องตามภาษารูปแบบตัวเองขานรับให้กับกิล ทุกตัวต่างรู้สึกดีและมีกำลังใจกับการปฏิบัติภารกิจชิ้นนี้ซึ่งแทบไม่มีข้อมูลอะไรสนับสนุนช่วยเหลือเลย ซึ่งภารกิจที่แทบไม่มีข้อมูลอะไรต่างๆนั้นถือว่าเป็นภารกิจที่เสี่ยงอันตรายเป็นอย่างมาก แต่ตอนนี้กำลังใจเหล่าหางต่างถูกปลุกให้พองโตจากเทพที่เหล่าหางนั้นนับถือ ทุกตัวต่างเดินไปด้วยสีหน้าที่มุ่งมั่นและแจ่มใส

“ท่านอเคเชียบอกว่ามีกิ้งก่าสองตัวนี่นา ตัวหนึ่งคือวี แล้วอีกตัวหนึ่งล่ะ หรือว่าจะเป็นดาเนะ” ลองแบงค์ทักขึ้นมาเพราะสงสัยในสิ่งที่เทพอเคเชียเล่ามาให้ฟังเหมือนกัน “นั่นสิ ต้องเป็นดาเนะแน่ๆ เพราะวีตามหาดาเนะนี่นา แบงค์ฉลาดจัง” แกะบายะชมให้กับลิงแบงค์แต่เหมือนจะไม่พอใจนัก

“นี่ชมหรือหลอกด่าเนี่ยบายะ” ลิงแบงค์พูดออกมาด้วยเสียงที่ไม่พอใจเล็กน้อยเพราะเหมือนถูกหลอกด่า “อะไรแบงค์ บายะชมจากใจจริงนะ แบงค์ใจร้ายจริงๆ” แกะบายะเดินงอนตีห่างจากลิงแบงค์จนต้องเดินตามไปง้อขอโทษ

“เท่านี้วีก็คงอยู่สงบๆแล้วล่ะนะ ค่อยยังชั่วหน่อย” เพนกวิ้นนัทที่เดินต๊อกๆตามวาฬกิลนั้นถอนหายใจโล่งออกมา เพราะการไล่ตามวีนั้นเป็นเรื่องที่เหนื่อยและยากลำบาก เหมือนดั่งในคืนที่ออกตามล่าตัววีนั้น เหล่าหางแห่งหน่วยDRนั้นกลับติดกับดักของวีนั้นอย่างแยบยลและไม่รู้ตัวด้วยว่าโดนหลอก มีแต่หมีมิมิเท่านั้นที่รู้ความจริงเพราะเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด แต่เพราะคงเป็นได้แค่อดีตเพราะเทพอเคเชียได้ลบความทรงจำตรงส่วนนี้ไป เพื่อความปลอดภัยต่อทุกๆฝ่ายนั่นเอง

“อร๊ายยย ดาเนะยังงั้นหรอ แถมดาเนะกับวีอยู่ในห้องนอนสองต่อสองด้วย ว้ายยย วีXดาเนะแน่นอนคร่า--- แพนด้าฟันธง” แพนด้าน้อยระริกระรี้ขึ้นมาทันทีพร้อมกับจินตนาการไปต่างๆนาๆกับคู่กิ้งก่าสองตัวนี้

“เฮ้ย ท่านอเคเชียก็พึ่งจะบอกว่าที่ทั้งคู่หลับไปนั้นเพราะเหน็ดเหนื่อย...” เพนกวิ้นเจ็ทที่ทำท่าเหมือนจะแย้งขึ้นมานั้นต้องหยุดลงและแทบจะเปลี่ยนเป็นเพนกวิ้นแดงทันทีเพราะเขินอายกับเรื่องที่คิดขึ้น ซึ่งเหล่าหางต่างๆนั้นต่างหน้าแดงทีละตัวๆไล่ไปเรื่อยๆนอกจากไบสันนนท์ที่ไม่มีความคิดทางด้านนี้มากนัก และดูเหมือนจะจินตนาการไม่ออกเพราะในหัวนั้นมีแต่เรื่องต่อสู้กับพละกำลังเท่านั้น

“ใช่มั้ยล่ะๆ กิ้งก่าสองตัวนอนในห้องเดียวกันเพราะเหน็ดเหนื่อย มันเป็นอะไรอน่างอื่นไม่ได้นอกจาก วีXดาเนะ แน่นอน” แพนด้าน้อยยิ่งวี้ว้ายอยู่ตัวเดียวและยังเน้นคำว่า “ดาเนะXวี” ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งเหล่าหางต่างๆในตอนนี้ต่างมีความคิดร่วมไปในทางเดียวกันโดยมีแพนด้าน้อยคอยชักนำให้คล้อยตาม

“ไม่อยากเชื่อว่าท่านอเคเชียรู้เห็นเต็มใจจัดห้องให้ด้วย หรือว่าท่านอเคเชียจะวา.” ขณะทีแพนด้าน้อยกำลังเทิดทูลเทพแห่งแสงอยู่นั้น ที่เท้าของแพนด้านั้นเกิดพื้นที่วงกลมเป็นวงเพลิงและปรากฏดวงตาสีเหลืองส้มของสัตว์ในตำนานขึ้นมา แล้วนกเพลิงตัวใหญ่ก็ใช้ปากงับตัวของแพนด้าจากพื้นดินและพุ่งขึ้นฟ้าไปอย่างรวดเร็วจนหายลับไปจากท้องฟ้าทันที เหล่าหางมองไปยังท้องฟ้าที่เพื่อนของตน ที่โดนสัตว์เพลิงคาบขึ้นฟ้าไปเพียงชั่วครู่และออกเดินทางต่อเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“นี่สินะที่เค้าเรียกว่าเทพลงทัณฑ์” หมาฟ้าอากุพูดขึ้นมาซึ่งเหล่าหางต่างพยักหน้ารับให้ “เล่นกับใครไม่เล่น ดันเล่นกับเทพนี่เนอะ” วาฬกิลเสริมท้ายก่อนที่จะเดินทางต่อ “ว่าแต่นกเพลิงเมื่อกี้เหมือนนักฟีนิกส์ร่างสุดยอดกว่าของเราอีกนะนี่ เท่ห์ไปเลย” ลิงแบงค์ประทับใจกับนกเพลิงปรากฎมาให้เห็นเพียงชั่วครู่

“ว่าแต่ เมื่อกี้เป็นเวทไฟนี่นา ท่านอเคเชียสังกัดแสงแต่ไหงมีไฟได้ล่ะ” หมาแดงโดรุเอ่ยถามขึ้นมาเพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่แปลกที่เทพแห่งแสงทำไมถึงใช้เวทไฟได้

“เมื่อกี้เราได้รับคำไหว้วานจากเทพแห่งไฟมูราดินมาว่ากำลังเบื่อ เราเลยแนะนำแพนด้าแห่งหน่วยDRที่น่าจะเป็นคู่มือที่เหมาะสมให้กับท่านเค้าได้นะ ต้องขอโทษทีพาตัวเพื่อนของพวกเธอไปอย่างกระทันหัน แต่พวกเธอคงจะรู้นะว่าท่านมูราดินนั้นเป็นเทพที่ใจร้อนและรักการต่อสู้ด้วย” เสียงของเทพอเคเชียดังขึ้นมาในหัวของเหล่าหางหน่วยDRขึ้นมา ซึ่งดูเหมือนจะไม่ได้สนใจในการหายไปของแพนด้าน้อยเพื่อนของตนสักเท่าไรนัก แต่ยังรู้สึกขอบคุณที่ไม่มีแพนด้าน้อยร่วมทีม

“ไม่เป็นไรครับท่านอเคเชีย พวกผมเข้าใจดีครับ และเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ช่วยเหลอท่านได้” เหล่าหางแทบจะตอบเป็นคำตอบเดียวกัน ซึ่งอเคเชียนั้นก็รู้สึกขอบคุณที่เหล่าDRนี่อยู่ฝั่งเดียวกับเธอและยังเข้าใจด้วย “ขอบใจมากนะ แล้วถ้าท่านมูราดินเสร็จเมื่อไรเราจะรีบส่งกลับให้ทันทีนะ” สิ้นเสียงของเทพของอเคเชียก็จบการสื่อสารในจิตทันที

“สงสัยท่านอเคเชียจะโกรธจัดมากเลยนะเนี่ย คราวนี้เทพแห่งไฟมูราดินให้ความร่วมมือด้วยเนี่ย แถมยังท่านยังรับหน้าแทนด้วยอีกต่างหาก” เพนกวิ้นเจ็ทอธิบายตามความคิดของตนให้เพื่อนๆเหล่าหางฟัง เพราะต่างรู้กันดีว่าเทพนั้นไม่สามารถพูดบิดเบือนความจริงได้ แต่การที่เทพอเคเชียพูดแบบนี้ออกมาได้แปลว่านั้นต้องเป็นเรื่องจริง แต่จุดประสงค์จริงๆนั้นอาจไม่ใช่อย่างที่คิดหรือพูดออกมาก็เป็นได้ เหมือนอย่างกรณีที่แพนด้าน้อยละลาบละล้วงเทพอเคเชียมากเกินไป แต่เทพนั้นไม่สามารถลงโทษหรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวเรื่องของเหล่าหางต่างๆได้ เทพอเคเชียจึงขอความช่วยเหลือจากเทพมูราดินตามที่แผนที่ได้อธิบายไว้ ซึ่งถ้าเทพขอความร่วมมือนั้นสามารถลงมือปฏบัติได้ทันทีตามดุลพินิจ ซึ่งตอนนี้เทพมูราดินก็กำลังซ้อมต่อสู้กับแพนด้าน้อยอย่างจริงจังเผื่อสำหรับเทพอเคเชียด้วยความสะใจและสนุกสนาน แต่แพนด้าน้อยนั้นหลีกหนีทั้งลูกไฟและอาวุธนั้นอย่างกระหืดกระหอบ ถึงจะโดนอาวุธหรือลูกไฟนั้นเข้าทำร้าย เทพอเคเชียก็จะทำการร่ายคาถารักษาให้กับแพนด้าน้อยโดยทันที เพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่อาจเกิดอันตรายที่ร้ายแรงได้

“อเคเชีย ขอบใจเจ้ามากนะที่หาคู่ซ้อมมือให้ ข้าจะซ้อมให้สนุกเผื่อเจ้าด้วยเลย ฮ่าๆๆ มาเลยเจ้าแพนด้าน้อย เข้ามาสนุกเต็มที่เลย เดี๋ยวข้าจะให้เจ้ายืมฟิจี้ไปใช้งาน30วันเลยนะ” เทพมูราดินพูดเสร็จก็มีนกไฟปรากฎขึ้นมาและพุ่งเข้าไปโจมตีแพนด้าน้อยด้วยความรวดเร็ว ซึ่งเป็นนกตัวเดียวกับที่คาบแพนด้ามาที่ภูเขาไฟอันเป็นที่พำนักของเทพแห่งไฟ

“ไปเลยฟิจี้ ลุยให้เต็มที่เลย” นกไฟตัวนั้นร้องขานรับออกมาพร้อมกับเพิ่มรอบการโจมตีที่มากขึ้น “ขอโทษนะแพนด้าตัวน้อย แต่เราคิดว่าเจ้ามีความสามารถในการกลบกลีกที่ดีเยี่ยมจึงน่าจะเป็นคู่มือให้ท่านมูราดินที่สุด และเจ้าน่าจะปลอดภัยที่สุดด้วย แล้วเราจะสนับสนุนเจ้าด้วยคาถารักษาเรื่อยๆนะ” เทพอเคเชียพูดออกมาซึ่งอยู่ข้างๆเทพแห่งไฟ แต่เป็นเพียงร่างจำลองเทพอเคเชยเท่านั้น

“อเคเชีย เจ้าอย่าคิดมากเลย ข้าไม่ทำให้เจ้านี่ถึงตายหรอก ฟิจี้เป็นนกที่จิตใจดี ไม่ทำร้ายใครถึงขั้นอันตรายหรอกนะ แต่แค่การกระทำนั้นใส่แรงมากไปหน่อยเท่านั้นเอง” เทพมูราดินพูดให้เทพอเคเชียสบายใจแต่ความจริงแล้วกึ่งถูกขอร้องให้ทำตามเท่านั้น ซึ่งเทพแห่งไฟก็เล่นบทละครได้ดีเยี่ยมโดยไม่ฝ่าฝืนกฎข้อห้ามต่างๆของเทพด้วย

“ยกโทษให้ด้วยค่า--- หนูจะไม่ทำอีกแล้ววววว” แพนด้าน้อยร้องขอชีวิตออกมาแต่ถูกมองจากเทพแห่งไฟและเทพแห่งแสงอย่างเย็นชา “ไม่ได้หรอกนะแพนด้าตัวน้อย ข้ากับฟิจี้ยังไม่รู้สึกอยากเลิกเลย” เทพแห่งไฟมูราดินพูดออกมา แต่สายตาของเทพทั้งสองนั้นกลับเป็นสายตาเจ้าเล่และเหี้ยมเกรียม


“ถึงที่หมายสักที่ เหนื่อยจริงๆ ไม่นึกว่าจะไกลขนาดนี้นะเนี่ย” เหล่าหางแห่งDRเดินมาถึงที่หมายแล้ว ซึ่งเป็นหมู่บ้านคาเลียนก้าตามที่ระบุในภารกิจนั่นเอง ซึ่งตอนนี้เป็นหมู่บ้านร้างเพราะได้ทำการย้ายชาวหมู่บ้านมาพักในเมืองแห่งแสงชั่วคราวก่อน

“ไม่อยากเชื่อเลย ว่าหมู่บ้านนี้จะเป็นได้ถึงขนาดนี้” เสียงของแกะบายะเอ่ยออกมาไม่สู้ดี เพราะสภาพของหมู่บ้ายนั้นโดนทำลายไปค่อนข้างเยอะ ตัวบ้านหลายหลังนั้นเป็นรูพรุนมากมาย เป็นรูเล็กๆขนาดเท่ากำปั้นของแกะบายะที่เล็กและเรียวบาง เหล่าหางต่างๆนั้นต่างสำรวจร่องรอยและพยายามเก็บหลักฐานต่างๆให้ได้มากที่สุดเพื่อประกอบการพิจารณาจนทั่วทั้งหมู่บ้าน ซึ่งเป็นเวลาที่กินถึงเย็นจวบใกล้ค่ำแล้ว

“อา หิวจังเลย เสบียงเราก็หมดแล้วด้วย กลับเมืองก็ไกลเหลือเกิน” ลิงแบงค์บ่นขึ้นมาซึ่งเหล่าหางทุกตัวต่างรู้สึกแบบเดียวกัน เหล่าหางไม่ได้คาดการณ์ไว้ว่าจะเดินทางระยะยาวและสำรวจกันนานขนาดนี้ เลยเตรียมเสบียงไว้สำหรับมือกลางวันเท่านั้น แต่แล้วเสียงสวรรค์นั้นก็ดังขึ้นมาในหัวเหล่าหางหน่วยอัลฟ่า

“ขอบใจมากนะที่ให้ยืมตัวแพนด้าน้อยให้ท่านเทพแห่งไฟมูราดิน เดี๋ยวเราจะเตรียมมื้ออาหารพิเศษไว้ให้และจะพามาส่งที่เมืองให้ถึงที่นะ” พูดเสร็จเหล่าหางก็หายตัวและโผล่มายังสถานที่รับรองที่เทพอเคเชียจัดไว้ ซึ่งคือสวนแห่งแสงริมทะเลสาป ที่นั่นมีโต๊ะอาหารขนาดใหญ่สำหรับเลี้ยงรับรองเหล่าหางได้กว่า50ตัว และอาหารแต่อย่างนั้นหรูหราอละชวนกินทุกชนิด ลิงแบงค์ที่เห็นแล้วนำลายสอจึงรีบวิ่งไปยังโต๊ะอาหารโดยไม่รีรอใคร เหล่าหางหน่วยDRก็ไม่รอช้ารีบตรงไปยังโต๊ะอาหารและลงมือทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย นอกเสียจากแพนด้าที่นอนสลบเหมือดอยู่บนเตียงใต้ต้นไม้ใกล้ๆกับโต๊ะอาหาร


“อึ อือ ที่นี่ห้องนอนเรานี่นา” วีค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมาเห็นเพดานห้องที่คุ้นเคยจึงรู้ว่าที่นี่คือที่ใด วีพลิกลำตัวไปกะจะกลิ้งลงจากเตียงเพราะขี้เกียจลุก แต่เพียงแค่พลิกตัวก็ไปชนกับสิ่งหนึ่งเข้าซึ่งสัมผัสนั้นอุ่นและคุ้นเคยขึ้นมา วีสะดุ้งเฮือกเพราะหน้าของวีนั้นแทบจะชนกับหน้าของดาเนะที่นอนคว่ำแต่หันหน้ามาทางตน ชนิดที่ว่าหน้าของทั้งคู่แทบจะแนบชนกันแล้ว


Last edited by fushigidane on Wed Nov 24, 2010 8:51 pm, edited 1 time in total.

Top
Offline Profile  
 
Display posts from previous:  Sort by  
Post new topic Reply to topic  [ 2040 posts ]  Go to page Previous  1 ... 108, 109, 110, 111, 112, 113, 114 ... 204  Next

All times are UTC + 7 hours


Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 2 guests


You cannot post new topics in this forum
You cannot reply to topics in this forum
You cannot edit your posts in this forum
You cannot delete your posts in this forum
You cannot post attachments in this forum

Jump to:  
cron
Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group
Theme created StylerBB.net & kodeki