BigBugStudio Forum
http://www.bigbugstudio.com/forum/

[Fic]ตอนละยาวๆของดาเนะ 12/04 เส้นทางของเสลธ
http://www.bigbugstudio.com/forum/viewtopic.php?f=19&t=6909
Page 130 of 204

Author:  blackhole [ Sat Dec 25, 2010 9:04 pm ]
Post subject:  Re: Ficต่อตอนยาวๆของดาเนะ Sc4. ตอน10

9097 view :shock:
ทำไปได้ :o

Author:  dragonkungfu [ Sun Dec 26, 2010 2:46 am ]
Post subject:  Re: Ficต่อตอนยาวๆของดาเนะ Sc4. ตอน10

คนรัก digi wrote:
dragonkungfu wrote:
ดีฮ้ะำพี่น้องง TwT

ห่างหายากหน้าจอคอมไปนานเลยผม เนื่องจากแม่แบนเพราะเกรดตก T^T

โหยย ท่านดาเนะเมพมากฮ้ะ แต่งฟิคให้คนจิ้นได้เป็น ภาคๆเลย เยี่ยมม!!


ดาเนะ... ก่าตัวนี้จะเป็นผู้เลือกตัวต่อไปในฟิค :twisted:



คู่รักชาวก่า า มีคู่เดียวก็เกินพอแล้วคร๊าบบ ท่านวี >w<

โฮ๊ะ ๆ ๆๆ

Author:  fushigidane [ Sun Dec 26, 2010 7:42 am ]
Post subject:  Re: Ficต่อตอนยาวๆของดาเนะ Sc4. ตอน10

มิตรภาพเพื่อนเฟร้ย ไม่ใช่คู่รัก เจ้าเติร์ก เอาSlayเดี่ยวไปกินซะ จิ้ว!!!

Author:  fushigidane [ Sun Dec 26, 2010 3:30 pm ]
Post subject:  Re: Ficต่อตอนยาวๆของดาเนะ Sc4. ตอน11

ฝีเท้าของกิ้งก่าตัวหนึ่งที่ทั้งตัวเปียกโชกเพราะน้ำกำลังรีบวิ่งอยู่บนสะพานแสง ซึ่งไม่มีแสงสะท้อนใดๆจึงเสมือนสะพานล่องหนกลางอากาศ แต่เพราะความคุ้นเคยที่เคยชิน แม้จะไม่มีสะพานให้เห็นแต่ก็สามารถวิ่งได้อย่างมั่นคงและไม่ลังเล

“ตัวเปียกแบบนี้วิ่งลำบากจริงๆ ยิ่งสะพานแสงยิ่งลื่อออออ(ลื่น)” วีร้องเสียงหลงเพราะเท้าที่เปียกน้ำลื่นไถลจนล้ม ด้วยสะพานแสงไม่ใช่พื้นแบบทั่วไปที่จะมีแรงยึดติดกับผิว เพราะตัวสะพานแสงนั้นมีความราบเรียบสนิทและพื้นผิวที่ลื่นมัน “หวาๆๆ” แต่ไม่เพียงแต่เท้าที่เปียก ทั้งตัวของวีนั้นเปียกน้ำจึงทำให้วีที่ลื่นล้มนั้นลื่นไถลไม่หยุด ประกอบกับพื้นสะพานที่ลาดเทลงทำให้ตัวของวีไหลไปจนขอบสะพาน

“ไม่นะ หยุดๆๆ ยู้ดดดดด” เสียงร้องตกใจที่หลุดออกมาเองโดยไม่ได้ตั้งใจเพราะอาการตกใจแต่เหมือนจะโดนกลั่นแกล้ง ร่างของวียังคงไหลไปเรื่อยๆจนออกจากสะพานแห่งแสงและร่วงลงสู่ทะเลสาบอีกครั้ง เสียงของร่างกิ้งก่าตกจากที่สะพานกระทบผิวน้ำดัง “แปะ” เสียงดังและจมลงไปเพราะพลิกตัวผิดท่า กลับกลายเป็นการเอาลำตัวส่วนหน้าไปกระแทกกับผิวน้ำ ร่างของกิ้งก่าขึ้นอืดแทบจะในทันที

“ท้อง... ท้องข้าพเจ้า” วีเอามือกุมท้องขณะอีกท่าหนึ่งว่ายพาตัวเองขึ้นฝั่งอย่างลำบากจนสามารถขึ้นบกได้ “อูย เจ็บใช่เล่นนะเนี่ย” วีลุกขึ้นและวิ่งตรงไปยังสะพานแสงอีกครั้ง แต่คราวนี้เมื่อเท้าของวีสัมผัสพื้นผิวสะพาน วีก้มตัวต่ำและค่อยๆคลานไปตามทางทันที

“คราวนี้ไม่พลาดแน่ ถ้าอย่างนี้ยังลื่นได้ให้มันรู้ไป” วีค่อยๆคลานอย่างช้าๆแม้ใจจะรีบรนก็ตามที แต่เพราะความรีบรนในตอนแรกทำให้ต้องเสียเวลามากขึ้นไปอีก “ดาเนะ รอก่อนนะ ข้าพเจ้าจะไปหาเดี๋ยวนี้ล่ะ” วียังคงค่อยๆคลานต่อไปอย่างระมัดระวังจนกระทั่งเกือบถึงศาลากลางอากาศที่ดาเนะอยู่ หางของดาเนะนั้นนอนยื่นออกมาเพียงส่วนเดียวของศาลาเท่านั้น“ดาเนะ ดาเนะ” วีเรียกเสียงเบาๆซึ่งอยู่ระดับต่ำกว่าศาลาและกำลังคลานจนจะถึงแล้ว

“วี!!!” ดาเนะไม่หันกลับมาแต่ตรงปลายหางนั้นกระตุกเหมือนอาการตกใจ “ดาเนะไม่เป็นอะไรใช่มั้ย” วีที่คลานจนถึงศาลาแล้วเอามือขึ้นไปสัมผัสพื้นศาลาที่ไม่ใช่แสงทันที “วี ทำไมกลับมาที่นี่อีก” ดาเนะยังไม่หันกลับมาแต่น้ำเสียงที่ถามนั้นถามด้วยความตกใจเช่นเดิม

“แฮ่กๆ ดาเนะ ข้าพเจ้ามีเหตุผลนะ แฮ่กๆ แต่ขอข้าพเจ้าพักแป๊ปนึง แฮ่กๆ ข้าพเจ้าเหนื่อยมาก แฮ่กๆ” วีพูดพลางหอบพลาง เพราะแม้วีจะพยายามคลานที่สะพานแห่งแสงเพื่อไม่ให้ตัวเองลื่น แต่ก็ยังคงลื่นเพราะตัวเปียก แต่ด้วยเนื้อผ้ากางเกงและปลอกแขนซ้าย จึงพอที่จะสามารถใช้เพิ่มแรงยึดเกาะได้แม้จะไม่มากก็ตาม

“วี เกิดอะไรขึ้น ทำไมวีหอบแบบนั้นน่ะ” ดาเนะพยายามพลิกตัวหันกลับไปหาวีเพื่อที่จะมองเห็นด้วยตาตัวเอง แต่ถึงแม้จะพลิกไปอีกข้างได้แล้ว แต่เพราะดาเนะอยู่ในมุมมองอับจึงทำให้ไม่สามารถมองหาวีได้เช่นเดิม วีที่สังเกตุเห็นดาเนะยุกยิกไปมาแปลกๆ มือทั้งสองข้างของวีที่เกาะกับพื้นศาลาพยายามดึงร่างของตัวเองให้ขึ้นมาจนสำเร็จ

“ดาเนะ เป็นอะไรน่ะ” วีที่สงสัยถามขึ้นมาและยันตัวเองลุกนั่ง “ดาเนะ!!! นั่น…” วีดวงตาพองโตขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นร่างของดาเนะ ที่ลำตัวและข้อเท้าของดาเนะถูกอะไรบางอย่างที่คล้ายกับเชือกเส้นหนาสีดำขนาดเท่าแขนกิ้งก่ามัดที่ตัวดาเนะ และเชือกเส้นนั้นเหมือนเป็นเชือกที่มีชีวิต เพราะภายในมีการขยับเหมือนชีพจรที่คงที่และมีการไหลเวียนของคลื่นพลังสีดำ วีรีบเข้าไปช่วยแก้เชือกให้ดาเนะทันทีโดยไม่รีรอแต่อย่างใด แม้จะยังไม่สามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงต่อเชือกนี้ก็ตาม

“วี อย่านะ ท่านอเคเชียกำลังตกอยู่ในอันตรายอยู่ ไม่ต้องสนเราวี ไม่มีเวลาแล้ว” ดาเนะห้ามวีแต่เจ้าตัวก็ยังไม่หยุดแก้เชือกนั้น วีพยายามหาปมเชือกรอบๆตัวดาเนะก็ไม่พบ “ไม่เป็นไรดาเนะ พวกกิลเค้าอยู่ข้างบนแล้ว ไม่ต้องห่วง” วีตอบขณะดึงศรธนูของตนเองมาหวังจะใช้คมของศรเฉือนเชือกให้ขาด แต่ทันทีที่ดึงออกมานั้น วีก็แทบจะเขวี้ยงศรนั้นทิ้งทันทีด้วยความหงุดหงิด วีลืมไปว่าศรของกิ้งก่าTricksterนั้นจะไม่ใช่ศรแบบทั่วไป แต่จะเป็นศรที่เหลาให้แหลมเหมือนหลาว เพื่อเพิ่มพลังอำนาจการทะลุทะลวงและประสิทธิภาพของพิษให้เข้าสู่ร่างกาย

“ดาเนะ ข้าพเจ้าขอยืมศรดาเนะนะ” วีดึงศรของดาเนะออกมาทันทีจากกระบอกธนูด้านหลังของดาเนะที่นอนหงายอยู่ “วี ไม่นะ พอแล้ว รีบไปช่วยท่านอเคเชียเร็ว เราไม่เป็นอะไรจริงๆ เชือกนี่ไม่ได้ทำอะไรเราเลย” ดาเนะพยายามขืนแต่ก็ไม่สามารถทำได้เพราะเชือกสีดำที่พันธนาการดาเนะทุกส่วนที่สามารถขยับเคลื่อนไหวได้ จึงทำได้แต่นอนนิ่งๆให้วีทั้งที่อยากจะขืนและแก้เชือกเอง วีจับเชือกขณะมืออีกข้างจับหัวศรของดาเนะและเล็งคมไปที่เชือก แต่เพียงแค่คมศรสัมผัสก็ทะลุผ่านเชือกเส้นนั้นไปในทันที

“ตัดไม่ได้!!! หัวศรไม่สามารถสัมผัสได้ ” วีตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นจนเผลอหลุดคำพูดออกมาโดยไม่รู้ตัว “วี พอได้แล้ว หยุดเถอะวี” ดาเนะร้องตะโกนออกมาซึ่งวียังคงไม่ลดละความพยายาม วีพยายามสอดกรงเล็บทั้งสองข้างเข้าไปในเชือกแล้วออกแรงดึง

“ไม่ดาเนะ ตราบใดที่ดาเนะยังถูกมัดอยู่ ข้าพเจ้าจะไม่ไปไหนเด็ดขาด” วีหวังจะใช้เรี่ยวแรงที่มีดึงเชือกให้ยืดขึ้นเพื่อให้เกิดช่องว่างแล้วร่นเชือกออกจากตัวดาเนะออกมา แต่เชือกนั้นกลับยืดหยุ่นได้อย่างเหลือเชื่อเพราะเนื้อที่ของเชือกนั้นเพิ้มขนาดตาม โดยตัวเชือกนั้นไม่เกิดการยืดออกให้เกิดช่างว่างระหว่างตัวของดาเนะกับเชือกเลย

“วี ทำไมทำแบบนี้ ท่านอเคเชียมีความสำคัญต่อชาวเมืองแห่งแสงนี้นะ ช่วยเราไปเราก็ไม่ได้ทำให้ชาวเมืองแห่งแสงมีความสุขได้แบบท่านอเคเชียนะ เราเป็นกิ้งก่าที่ไม่มีความสำคัญกับเมืองนี้เลยนะวี แม้แต่บ้านเกิดคาเลียนก้าเค้ายังไม่ต้องการเราเลยวี” ดาเนะระเบิดความโกรธออกมาเพราะวีกลับมาช่วยเหลือตนเองซึ่งไม่มีประโยชน์ใดๆ วีนิ่งเงียบแต่ยังคงพยายามหาทางช่วยดาเนะอยู่

“ดาเนะ...ดาเนะไม่ใช่กิ้งก่าที่ไม่มีความสำคัญนะ” วีเปลี่ยนวิธีแก้เชือกใหม่โดยปล่อยเชือกนั้นทิ้งให้คืนตัว แล้วนำมือกรงเล็บนั้นสอดไปใต้สุดของเชือกซึ่งสัมผัสโดนหน้าท้องของดาเนะจนสะดุ้งเพราะความรู้สึกเสียวกึ่งจั๊กจี้ “วี จะทำอะไรน่ะ” ดาเนะรู้สึกเสียววาบเมื่อกรงเล็บของวีนั้นค่อยๆสอดไสเชือกลึกเข้าไปเรื่อยๆ หลังมือของวียิ่งไสท้องสีขาวของดาเนะจนตัวบิดไปมาเพราะเสียวจักจี้

“อดทนหน่อยนะดาเนะ ไม่ว่ายังไงข้าพเจ้าก็ต้องช่วยให้ได้” วีที่ไสมือของตัวเองจุดเข้าที่แล้วจึงนั่งยองๆคร่อมดาเนะแต่ไม่นั่งทับดาเนะ “ดาเนะ ข้าพเจ้าขอโทษนะ“ วีรีบสอดเท้ากรงเล็บของตนเข้าช้อนหลังดาเนะทันที วีพยายามให้กรงเล็บของตนนั้นเหยียบเชือกนั้นให้ได้ โดยวีระหว่างตัวของดาเนะกับเชือกนั้นมีชิ้นส่วนชองร่างกายวีขั้นอยู่ วีพยายามจะดึงเชือกนั้นให้ขยายออกแล้วให้ดาเนะพยายามคลานออกมา

“ทำไมวี ทำไมวีคิดแบบนั้น” ดาเนะถามขึ้นมาเพราะตัวเองยังไม่สามารถหาคำตอบความสำคัญของตัวเองได้ แต่วีกลับมีคำตอบนั้น “สำหรับข้าพเจ้าแล้วน่ะ ดาเนะสำคัญกับข้าพเจ้าที่สุด สำคัญกว่าชาวเมืองแห่งแสง สำคัญกว่าท่านอเคเชีย” วีที่สอดเท้าเข้าที่ทั้งสองข้างแล้วจึงสูดหายใจและเริ่มออกแรงดึงเชือกขึ้นมาอย่างสุดแรงซึ่งได้ผล ตัวเชือกค่อยๆขยายออกอย่างช้าๆจนเกิดที่ว่างขึ้น แต่ดูเหมือนตัวเชือกจะไม่ยอมออกห่างจากร่างของดาเนะ จึงพยายามที่จะคืนรูปให้หดกลับไปตามเดิม แต่วีที่อยากช่วยดาเนะออกมานั้นก็ออกแรงฝืนยกขึ้นมาจนเม็ดเหงื่อบนใบหน้าผุดขึ้นมาจำนวนมาก

“ดาเนะเป็นเพื่อนของข้าพเจ้า ดาเนะเป็นเพื่อนที่สำคัญกับข้าพเจ้าที่สุด” วียังคงพยายามออกแรกดึงแต่แรงของเชือกที่มากกว่านั้นได้กลับคืนตัวอย่างรุนแรง วีที่ออกแรงดึงนั้นถูกแรงคืนตัวกระชากจนวีล้มลงไปพาดกับร่างของดาเนะอย่างแรง ช่วงอกของกิ้งก่าทั้งสองถูกกระแทกซึ่งกันอย่างแรงจนทั้งคู่น้ำตาเล็ดออกมา แต่เพราะมีเชือกนั้นคั่นเอาไว้จึงผ่อนแรงกระแทกให้เบาลง มิเช่นนั้นทั้งคู่อาจซี่โครงร้าวแล้วเป็นได้

“อุ อุก” ทั้งคู่ร้องออกมาอย่างปวดทรมาณแต่สักพักวีก็หายจากอาการปวด “ดาเนะ!!! ข้าพเจ้าขอโทษ!!!” วีรีบหยิบสมุนไพรแก้ปวดออกมาจากกระเป๋าข้างแล้วนำมานวดที่หน้าอกของดาเนะ ดาเนะนอนนิ่งไม่ขยับน้ำตาเล็ดให้วีนวดเบาๆ “ไม่เป็นไรนะ ดา(เนะ)...” ห้วงเสียงของวีขาดหายไปพร้อมกับร่างของกิ้งก่าทั้งคู่ที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ศาลาที่มีเครื่องเคลื่อนย้ายจึงเหลือแต่ความว่างเปล่า


“ให้ตายสิ ทำไมการหายตัวแบบกลุ่มมันต้องเป็นทักษะของTricksterระดับสูงด้วย” เสลธบ่นในใจอย่างหงุดหงิดขณะอำพรางตัวผ่านพวกของกิลที่อยู่กลางศาลาที่พักบนสะพานแสง “ไอจะร่ายทักษะหายตัวให้เจ้าอ่อนหัดนั่นก็ระยะเวลาไม่พอที่จะทำให้ผ่านเจ้าพวกนี้อีก” เสลธคำนวนระยะเวลาเวทหายตัวเมื่อร่ายใส่ตัวของดาเนะและให้ตัวเองแยกกันแล้วอุ้มร่างของดาเนะ แต่ระยะเวลาของตัวใดตัวหนึ่งจะสลายไปก่อนและจะทำให้ปรากฎตัวเองขึ้นมาในทันที

“ยังไงซะเจ้าพวกนี้ก็มากระจุกนี่หมดแล้ว ทิ้งไอ้งี่เง่าก็คงไม่มีใครพบ แล้วยังโดนจำมัดแบบนั้นไม่มีทางหนีไปได้แน่” เสลธวิ่งผ่านกลุ่มของกิลโดยไม่มีใครจับได้หรือสังเกตุเห็น เพราะทุกตัวในตอนนี้ต่างนั่งเศร้าสลดหมดแรงกำลังใจที่จะทำอะไรกับการฆ่าตัวตายของวี

“เหอะ พวกบ้านั่นเกิดอะไรขึ้นไม่รู้แต่ก็ดี เข้ามาง่ายดายเหลือเชื่ออย่างผิดคาด” เสลธไม่เหลียวแลและยังคงวิ่งต่อเพื่อที่จะดำเนินแผนการของตนต่อไป เสลธวิ่งจนสุดสะพานแสงจนและวิ่งเลาะกำแพงที่โค้งเหมือนสิ่งก่อสร้างทรงกลมขนาดใหญ่ จนมาถึงห้องขนาดใหญ่ที่มีตู้หนังสือรายล้อมแต่จัดวางเป็นระเบียบ ตรงกลางห้องมีบอลพลังงานสีขาวบริสุทธิ์และแผ่นโลหะหมุนวนล้อมรอบไปมา

“ไม่ต้องคิดจะอำพรางตัวหรอก ต่อให้อำพรางยังไงเราก็มองเห็นอยู่ดี” เสียงเล็กๆน่ารักแต่ทรงพลังสุขุมออกมาจากตัววอรัสสีเหลืองตัวเล็ก ที่ยื่นหันหน้าให้กับบอลพลังสีขาว เสลธง้างศรธนูขึ้นและเล็งไปที่หัวของวอรัสตัวนั้นอย่างเงียบหมายจะสังหารให้ตายภายในดอกเดียว

“ถ้าแกมั่นใจคิดว่าศรกระจอกๆของแกมันจะฆ่าเราได้ก็เชิญเลย” วอรัสตัวนั้นยังไม่หันกลับมามองทางเสลธ ยังคงยืนนิ่งไม่สนใจอะไรจนศรนั่นพุ่งตรงมายังหลังหัวของวอรัสอย่างรวดเร็ว แต่ศรนั้นกลับหยุดตรงปลายหัวพอดีและร่วงหล่นลงไป “ก็บอกแล้วว่ามันทำอะไรไม่...” วอรัสหยุดพูดลงทันทีพร้อมกับสีผิวที่ค่อยๆถูกชโลมย้อมเป็นสีม่วงอย่างช้าๆ

“แล้วใครบอกว่าข้าจะฆ่าแกล่ะ” เสียงของเสลธดังลอยออกมาเบาๆขณะเดินผ่านวอรัสตัวนั้นแล้วขึ้นบันไดไปหยุดที่พัก “หึ ขนาดปิดคริสตัลหมดแล้วที่นี่ก็ยังมีพลังงานแสงอยู่มากมายจริงๆ “แต่ในเมื่อไม่มีใครเป็นเจ้าของห้องที่นี่ งั้นข้าทำที่นี่เป็นของข้าเลยละกัน ไหนๆอเคเชียมันก็ต้องตายอยู่แล้ว ยึดที่นี่เป็นที่ของข้าไปด้วยเลยดีกว่า” เสลธพูดกับตัวเองเสร็จก็เริ่มแผ่ออร่าออกจากร่างกายของตนเองอย่างมหาศาล ความมืดเริ่มคืบคลานปกคลุมไปทั่วบริเวณห้องแห่งนี้เรื่อยๆ บอลพลังงานแสงที่อยู่กลางห้องเริ่มค่อยๆเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีดำลงเรื่อยๆจนเป็นสีดำสนิท ห้องแห่งนี้ถูกพลังความมืดปกคลุมทั่วทั้งหมดเหมือนห้องซึ่งมีเพียงแต่แสงสลัวให้มองเห็น

“เฮ่อ ค่อยรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย” เสลธผ่อนลมหายใจออกมาก่อนที่จะเดินไปนั่งพักที่คั่นบันได “เท่านี้ก็เหลือแต่รอพวกบ้านั่นวิ่งเข้ามาที่ห้องนี้ ข้าจะได้ฆ่าพวกมันได้สบายๆหน่อย” เสลธนั่งอย่างสบายอารมณ์และมองไปยังทางเข้าประตูที่เป็นทางเข้าออกทางเดียวเพื่อรอเหยื่อที่จะมา รอยแสยะยิ้มปรากฎบนใบหน้าของเสลธพร้อมกับเสียงหัวเราะหึหึอย่างสนุกสะใจ


“วี ทำไม...” กิลเข่าอ่อนลงไปนั่งไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะทำอะไรต่อไป เหล่าหางทุกตัวที่เห็นต่างมีสภาพไม่ต่างจากวี ตอนนี้จิตใจทั้งหมดไม่อยู่กับภารกิจปกป้องเทพอเคเชีย แต่ต่างคิดถึงวีที่พึ่งจะสูญเสียไป

“พวกเรา ดูนั่น” แกะบายะชี้ไปทางที่ประทับของเทพแห่งแสงซึ่งเป็นที่ๆเทพอเคเชียประทับอยู่ชั้นบน คลื่นความมืดเข้าปกคลุมมากจนแผ่ออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนแม้จะอยู่ห่างไกลก็ตาม

“แย่แล้ว เสลธมันไปถึงที่นั่นตั้งแต่เมื่อไร” แพนด้าน้อยร้องออกมาอย่างตกใจซึ่งเหล่าหางทั้งหมดก็ตกใจกับสิ่งที่เห็นเหมือนกัน “ไม่ได้การแล้ว รีบไปเร็ว” เพนกวิ้นเจ็ทรีบวิ่งออกไปทันทีพร้อมกับเหล่าหางตัวอื่นๆ กิลลุกขึ้นยืนขึ้นมาและเร่งฝีเท้าก้าวเดินอย่างรวดเร็วเร่งตามเพื่อนๆไป ตรงจุดที่กิลนั่งนั้นมีหยดน้ำจำนวนมากอยู่บนผิวของสะพานแสง เป็นหยดน้ำแห่งความเสียใจที่ไหลมาจากดวงตาของกิล

Author:  pitinata [ Sun Dec 26, 2010 5:26 pm ]
Post subject:  Re: Ficต่อตอนยาวๆของดาเนะ Sc4. ตอน11

fushigidane wrote:
ท้อง... ท้องข้าพเจ้า” วีเอามือกุมท้องขณะอีกท่าหนึ่งว่ายพาตัวเองขึ้นฝั่งอย่างลำบากจนสามารถขึ้นบกได้ “อูย เจ็บใช่เล่นนะเนี่ย”


“อดทนหน่อยนะดาเนะ ไม่ว่ายังไงข้าพเจ้าก็ต้องช่วยให้ได้” วีที่ไสมือของตัวเองจุดเข้าที่แล้วจึงนั่งยองๆคร่อมดาเนะแต่ไม่นั่งทับดาเนะ


อันบน คิดดีๆนี่ อย่างฮา
อันล่าง คิดไปคิดมา หน้าแดงเลยตู :oops:

รออ่านตอนต่อไปครับ :lol:

ปล.Request Complete :mrgreen:
(ก่าวีได้แจ๊กพอตสมใจ

ยังไงนะหรอ ก็ก่าวีกับก่าด.... [ตรุบๆๆๆๆๆ] (โดนรุมแตร่ด :o ))

Author:  fushigidane [ Mon Dec 27, 2010 5:48 am ]
Post subject:  Re: Ficต่อตอนยาวๆของดาเนะ Sc4. ตอน10

วี เค้าขอโทษ ตอนแต่งเผลอจิ้นเองไปแล้ว ตอนที่โดนแรกกระชากของเชือกไปกระแทกที่หน้าอกทั้งคู่น่ะ (นอนแต่โดยดีให้วีลงโทษ)

จำได้แม่นยำ ตอนประถม4มั้ง ให้ฝึกการพุ่งหลาวลงน้ำ ไอเราก็ไม่ค่อยจะเป็น พุ่งไปตัวแบนเป็นกระดานตรงๆเลย ท้องกระแทกน้ำดัง "แปะ" ดังมาก แค่แท่นโดดของสระยังรู้สึกเจ็บเลย ส่วนป.5ให้โดดสปริงบอร์ดสูงตอนโดดลงมานี่กลัวถ่างขาแขนกระจาย ตอนขึ้นจากน้ำเท่านั้นล่ะ ยืนหุบขาไม่ได้เลย แรงกระแทกเล่นซะปวดขา และนึกสภาพก่าวีโดดจากสะพานแสงลงมาแล้วเอาท้องกระแทกน้ำ จุกแน่ๆ แต่ดันลืมเขียนบรรยายว่าสูงขนาดไหนนี่สิ พลาดไป

ตอนดึงเชือกนึกถึงการ์ตูนหลายเรื่องเลย ม่อนภาคV-Tamerเหมือนจะมีมั้ง หรือตัวเองเดจาวูไปเองไม่รู้ ที่Zeromaruช่วยไทจิเอาไว้จากอะไรลงมาทับทั้งที่ตัวเองบาดเจ็บหนักน่ะ ตอนนั้นยังเป็นร่างมังกรอยู่แต่จำไม่ได้ว่าร่างแรกหรือAero อยากให้อารมณ์ของวีประมาณนั้น ที่อยากช่วยออกมาให้ได้(เพราะรู้สึกผิด) งานนี้ดาเนะทดลองเองเลยนะ แต่ไม่ได้ทดลองกับคนจริงๆ ในห้องมันจะมีกล่องดำใส่บทสรุปเกมเอาไว้โดยสมมุตินั่นเป็นดาเนะ แล้วเราเป็นวี แล้วพยายามหาทางทำท่าให้ได้ เลยต้องให้วีเหยียบเชือกซึ่งต้องไสเท้าไปใต้กล่อง(หลังดาเนะ) กับไสมือเข้าไปใต้เชือกที่อยู่ส่วนบนของกล่อง(ท้องดาเนะ) และออกแรงดึง แต่เนื่องจากตัวก่ามันค่อนข้างบางแต่ยาวใช่ปะ เลยต้องนั่งยองๆแต่ต้องคร่มบนดาเนะ ไม่งั้นมันยืดเชือกไม่ได้ แต่ไอครั้นจะให้ยืดออกมาง่ายๆมันก็ไม่สนุก เลยต้องมีแรงกระชากกลับด้วย

แต่พอตอนที่วีกระแทกดาเนะนี่สิ ทำไม!!! ทำไมไปเผลอจิ้นขึ้นมาได้ Image

Author:  HEF008 [ Mon Dec 27, 2010 2:32 pm ]
Post subject:  Re: Ficต่อตอนยาวๆของดาเนะ Sc4. ตอน10

อ่านแล้วตื่นเต้นๆดีแหะ :D

Author:  Shadow_Wolf [ Tue Dec 28, 2010 11:42 am ]
Post subject:  Re: Ficต่อตอนยาวๆของดาเนะ Sc4. ตอน10

Image อ่านแล้วคู่ก่า เมะ เคะเหมาะสมกันดี

Author:  fushigidane [ Tue Dec 28, 2010 7:03 pm ]
Post subject:  Re: Ficต่อตอนยาวๆของดาเนะ Sc4. ตอน11

“ยินดีต้อนรับสู่พื้นที่ของข้า” เสียงกล่าวต้อนรับเป็นมิตรของเสลธเอ่ยขึ้นมา รอยยิ้มมุมปากและดวงตาที่แสดงถึงความพอใจเผยบนใบหน้าของกิ้งก่าดำ เสลธลุกขึ้นยืนจากขั้นบันไดสูงสุดและบิดตัวไปมาอย่างสบายๆและมองไปยังกลุ่มของกิลที่วิ่งมาถึงไม่นาน ทุกตัวต่างแสดงอาการเหนื่อยออกมาให้เห็น แม้จะพยายามปกปิดไว้ก็ตาม

“หึหึ ดูไม่ได้เลยนะพวกแกเนี่ย ต่างถิ่นแค่นิดหน่อยถึงกับออกอาการเลยเรอะ” เสลธพูดด้วยน้ำเสียงห้วนๆออกมาพร้อมกับเดินวนที่พักบันไดที่อยู่ด้านหลังลูกบอลพลังงาน ซึ่งตอนนี้นี้ได้เปลี่ยนเป็นสีดำสนิทจากสีขาวทั้งหมด

“เสลธ แกทำอะไรกับที่นี่กันแน่” เสียงที่แสดงถึงความไม่พอใจของวาฬกิลออกมาผ่านสีหน้าที่เกี้ยวโกรธ ห้องที่เคยสว่างไสวจากพลังแห่งแสง บบรยากาศและกลิ่นอายของห้องสมุดที่โล่งโปร่งและเงียบสงบ ห้องนี้กลับเป็นห้องที่เงียบสงัดและหดหู่ แสงสว่างที่หายไปถูกแทนที่ด้วยความมืด เหล่าห่างหน่วยอัลฟ่ารู้สึกอึดอัดและเหมือนโดนลดบั่นทอนพลังลงไปเมื่อเพียงได้สัมผัสห้องนี้

“ท่านเร็กกุ ซัดเจ้าเสลธให้หงายเลยค่ะ” แมวเทลขอร้องเพราะดูเหมือนวอรัสจอมเวทที่อยู่ตรงหน้านั้นจะไม่มีความผิดปรกติการแสดงออก และยังสามารถยืนได้สงบนิ่งไม่อ่อนแรงเหมือนอย่างพวกของตน

“ไม่ นี่ไม่ใช่จารย์” เพนกวิ้นนัทเอ่ยออกมาพลางกระชับคทาแน่นพร้อมกับร่ายเวทบางอย่างทันที “นัท ทำอะ...” แมวเทลที่หันกลับมาจะว่าเพื่อนเพนกวิ้หยุดพูดลงทันที ร่างของแมวเทลถูกก้อนน้ำแข็งทรงสี่เหลี่ยมผลักเบาๆจนเผลอร้องว้ายออก แผ่นหลังและหางที่ถูกความเย็นกระแทกจนตัวเซลงพร้อมกับเสียงอัดกระแทกของศรแสงเวทมนต์

“ท่านเร็กกุ...” เสียงของแมวเทลเอ่ยออกมาอย่างหวาดหวั่น เร็กกุที่อยู่เผชิญหน้ากับกิลนั้นลอยตัวกลางอากาศและการหายไปของวงแหวนเวทที่พื้นของเขา “ตอนนี้ไม่ใช่จารย์แล้ว ปรกติตัวของจารย์น่ะต้องเป็นสีเหลือง แต่สีแบบนี้...เหมือนกับพวกทหารเสือดำที่โดนสะกดจิตเลย” กวิ้นนัทอธิบายรายละเอียดให้ฟังพร้อมกับกระชับคทานั้นขึ้นมาแน่น เหล่าหางที่เหลือที่เห็นกวิ้นจอมเวทของตนมีท่าทางเปลี่ยนไป ความกลัวที่คิดไว้ในความคิดนั้นแสดงออกมาเป็นคำตอบที่อยู่ตรงหน้าแล้ว

“นี่ นี่ท่านเร็กกุ...ก็โดนสะกดจิตด้วยหรอ” ค้างคามอาร์มเอ่ยออกมาอย่างหวาดกลัว คาถาสะกดจิตที่อยู่ในสายความมืดของค้างคาวนั้นมีเงื่อนไขว่า จะสามารถควบคุมจิตใจตัวอื่นเมื่อเป้าหมายนั้นมีระดับความสามารถที่น้อยกว่าตน นั่นหมายความว่าตัวของเสลธนั้นมีความสามารถที่เหนือกว่าเร็กกุ ที่เป็นหัวหน้าของจอมทัพสายเวทของเมืองแห่งแสง และเร็กกุยังเป็นหัวหน้าจอมทัพที่มีระดับความสามารถมากที่สุด ซึ่งเทพอเคเชียได้มอบหมายหน้าที่การควบคุมพลังเวทที่ปกคลุมเมืองแห่งแสงทั้งหมด นั่นหมายถึงระบบความปลอดภัยของที่นี่และห้องของเทพแห่งแสงด้วย

“ไม่ใช่ นายไม่ใช่เผ่าหางแน่ๆ แกเป็นตัวอะไรกันแน่เสลธ ทำไมกิ้งก่าอย่างนายถึงได้มีเวทสะกดจิตของสายค้างคาวอย่างเราได้” ค้างคาวอาร์มถามออกมาแต่ไร้ซึ่งคำตอบกลับ “ข้าจะเป็นอะไรมันก็เรื่องของข้า ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพวกแก” เสลธหยิบคันธนูขึ้นมาพร้อมกับประกายแสงสีเหลืองที่มือ

“แต่ก่อนที่พวกแกจะตายไป ข้าจะทำเป็นเจ้าบ้านที่ดีสักหน่อยก็ได้” เสลธย่อตัวลงและเล็งธนูขึ้นไปที่เพดานของห้องนี้ “ตอนนี้ล่ะ” แมวโจ้รู้ทันทีว่าเสลธจะใช้ท่ายิงศรพลังงานเหมือนเมื่อตอนที่เมืองส่วนกลางแน่ เพราะการตั้งท่าที่แทบจะเหมือนกันกับตอนนั้น และลายดวงตาจับเป้าหมายที่ปรากฎบนตัว จึงฉวยโอกาสกระโดดขึ้นสูงและหวังโจมตีช่วงที่ไร้ทางป้องกัน แต่เพียงกระโดดได้เพียงนิดเดียวเร็กกุกโผล่มาเหนือหัวของแมวโจ้ทันทีพร้อมกับฟาดคทาเข้าที่ศรีษะอย่างแรง ร่างของแมวโจ้ตกกระแทกที่จุดกระโดดลงไปนอนกับพื้นทันที

“มะ ไม่จริง” แมวโจ้ไม่เชื่อสายตาตนเองแต่ความเจ็บที่ได้รับนั้นพิสูจน์แล้วว่า เร็กกุได้ถูกสะกดจิตอย่างสมบูรณ์ และยังคอยขัดขวางเหล่าหน่วยอัลฟ่าที่หนึ่งไม่ให้ไปขัดขวางการร่ายศรพลังงานของเสลธ “ข้าน่ะ ไม่ใช้กิ้งก่าอย่างที่แกเห็นหรอก แต่เป็นจิตมืดที่กิ้งก่าร่างนี้สร้างข้าขึ้นมา แต่ข้าเห็นว่าร่างนี้มันเท่ก็เลยเอามาเป็นร่างของข้าเอง แล้วท่าศรนี่ก็ถูกใจข้าด้วย ยิงแค่ทีเดียวแต่สังหารได้หมดแบบนี้เนี่ย” ที่หัวศรของเสลธเริ่มเกิดประกายแสงสีเหลืองอย่างช้าๆ

“แต่ไม่ต้องห่วงว่าจะตายไว พื้นที่เขตนี้ดันทำให้ข้าต้องเตรียมท่านานกว่าปรกติมาก ถ้าแกอยากรอดก็มาฆ่าข้าให้ได้สิ เจ้าพวกอ่อนหัด” เสลธว่าเสร็จก็ปรากฏขึ้นของเสาเวทมนต์สีม่วงที่มีสายฟ้าเป็นแกนกลางขึ้นมาที่ตำแหน่งบอลพลังงาน

“ManaVortex!! เสาดูดพลังงานเวทที่สามารถโจมตีได้ด้วยไปในตัว นี่มันจะไม่ให้เราทำอะไรไม่ได้เลยแล้วรอความตายอย่างช้าๆแน่ๆ รีบทำลายเสานี่เร็ว” เพนกวิ้นเจ็ทสั่งขึ้นมาทันทีเพราะรู้ถึงความน่ากลัวของเสาดูดพลังงานเวทนี่เป็นอย่างดี พร้อมกับร่ายเวทขึ้นมาเพื่อจะช่วยทำลายเสานี่อีกทาง แต่เมื่อร่ายเวทขึ้นมา เหล่าจอมเวทเพนกวิ้นที่ลอยตัวขึ้นนั้นต่างดวงตาเบิกโต

“เสร็จกัน” เหล่าผู้ใช้เวทต่างร่ายเวทของตนแต่ไม่มีการแสดงเวทออกมาให้เห็นผล “พวกแกนี่งี่เง่าจริงๆ ก็บอกแล้วไงว่าพื้นที่เขตนี้ข้าต้องเตรียมท่านานกว่าปรกติมาก ซึ่งข้าก็ร่ายเวทเหมือนพวกแกให้เห็น แล้วยังจะโง่ร่ายเวทตามข้าอีก งั้นพวกแกเหล่าจอมเวทก็รอตายพร้อมกับเวทที่พวกแกภูมิใจคาร่างของแกเลยก็แล้วกัน” เสียงของเสลธพูดออกมาอย่างเหี้ยมเกรียมและร่ายเตรียมศรพลังงานต่อไป

“คิดว่าจะให้แกร่ายจนเสร็จเรอะ” แพนด้าน้อยใช้อาศัยตัวที่เล็กในการหลบหลีกการตะลุมบอนจนสามารถประชิดตัวเร็กกุได้ “ดีล่ะ สลบไปก่อนนะท่านเร็ก(กุ)” หมัดของแพนด้าตรงสู้ท้องของเร็กกุจนเนื้อผ้านั้นยุบไปตามแรงหมัดพร้อมกับเสียงเป๊าะดังขึ้นมา หมัดของด้าเปลี่ยนเป็นสีแดงพร้อมกับไอควันสีขาวที่ออกมาจากหมัดที่สัมผัสเนื้อผ้า

“เกราะน้ำแข็ง!!!” แพนด้าน้อยพูดออกมาด้วยความตกใจ และถูกแรงผลักบางอย่างจากตัวเร็กกุจนกระเด็นออกจากตัวเร็กกุอย่างรุนแรง เหล่าหางสายรบที่ตามหลังมาถูกแพนด้าน้อยผลักจนล้มลงไป ไบสันนนท์ที่มีร่างกายที่หนักจึงไม่ล้มลงง่ายๆและยังคงเดินกระชับขวานไปต่อ ภาพของเร็กกุที่นนท์เห็นเป็นปรกติกลับบิดเบี้ยว มองเห็นเป็นโทนสีฟ้า และการขยับเคลื่อนไหวไม่ได้ เหล่าหางสายรบทุกตัวถูกน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่เป็นรูปหัวเพนกวิ้นสวมมงกุฏแช่แข็งทั้งหมด นนท์ที่เป็นหางที่มีแรงมากที่สุดพยายามที่จะสลายน้ำแข็งทิ้งด้วยพละกำลัง แขนขนาดใหญ่ทั้งสองข้างปรากฏให้เห็นรอยเส้นเลือดขึ้นมาชัดเจนแต่ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหวใดๆ

“สงบสติใจเย็นๆในนั้นไปเถอะ แล้วจงตายเพราะความงี่เง่าของพวกแกเองซะ” ศรของเสลธมีประกายแสงสีเหลืองและสีดำออกมาจำนวนมากและพร้อมที่ปล่อยในอีกไม่ช้า ทุกสิ่งทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบสงัดทันที มีแต่เสียงของคลื่นพลังงานของศรของเสลธเท่านั้น เหล่าหางจอมเวทต่างอยู่ในท่าร่ายไร้ซึ่งทางป้องกัน แม้จะเอ่ยคำพูดออกมาก็ไม่สามารถทำได้ เช่นเดียวกับเหล่าหางนักรบที่ถูกแช่แข็งอยู่ภายใน

“ได้เวลาตายของแกจริงๆแล้ว ตายซะเถอะ” เสลํธปล่อยมือออกจากสายธนูที่ง้างศรพลังงานเอาไว้ เหล่าแสงสีเหลืองผสมดำลอยขึ้นสู่เพดานและแตกกระจายเป็นสายๆจำนวนมาก เหล่าหางหน่วยอัลฟ่ารู้ถึงชะตากรรมของตัวเองจึงหลับตาลงอย่างเจ็บแค้นใจที่ไม่สามารถช่วยเหลือใดๆได้มากกว่านี้ เหล่าแสงต่างพุ่งไปยังเป้าหมายของตนและกระทบจนเกิดแสงสว่างวาบ แม้จะหลับตาก็ยังเกิดแสงสีขาวผ่านหนังตาที่ปิดสนิทพร้อมกับเสียงระเบิดที่ดังขึ้น กลุ่มควันฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งห้องหนังสือ

“ฮ่าๆๆๆ ตายสนิทได้เสียทีเจ้าพวกตายยาก” กลุ่มม่านควันค่อยๆจางลงให้เห็นเสลธยืนหัวเราะด้วยเสียงหัวเราะดังสะใจ “ฮ่าๆๆๆๆฮะ!!!” เสลธหยุดหัวเราะลงทันทีเมื่อม่านควันที่จางลงมาก

“ไม่เป็นไรนะ ดาเนะ ตอนนี้นอนนิ่งๆอย่าขยับนะดาเนะ” วีนวดลงที่หน้าอกของดาเนะอย่างเบามือ เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อหน้าอกที่ถูกกระแทกมาก “อึ อึก...” ดาเนะร้องเบาๆเพราะความเจ็บถึงแม้วีจะเบามือแค่ไหนแล้วก็ตาม “!!! วะ วี...” ดาเนะพยายามเรียกและสะกิดวี แต่เพราะยังเจ็บหน้าอกเลยไม่มีแรงมากพอที่จะสะกิดวีแรงๆได้

“อดทนหน่อยนะดาเนะ ยานี่มันค่อนข้างจะแรง ตอนแรกดาเนะอาจจะปวดหน่อย แต่สักพักก็จะไม่ปวดแล้วบรรเทาขึ้นเยอะนะ” วียังคงนวดหน้าอกของดาเนะโดยไม่ได้สนใจรอบข้าง

“วี...หลัง...หลัง...” ดาเนะที่จับข้อมือของวีได้แล้วก็เขย่าเบาๆขึ้นมา “ดาเนะ เจ็บหลังด้วยหรอ” วีถามขึ้นด้วยเสียงที่ตกใจ “กะ แก...” เสียงของเสลธดังขึ้นมาทันทีหลังสิ้นเสียงของวี เหล่าหางหน่วยอัลฟ่าทุกตัวต่างอยู่ครบทุกตัวและมีชีวิตทั้งหมด น้ำแข็งรูปเพนกวิ้นที่เคยแช่แข็งเหล่าหางนักรบนั้นได้ละลายหายไปหมดแล้ว สีหน้าทุกตัวต่างค้างชะงักอ้าปากค้างและมองไปยังจุดๆเดียวกัน เหล่าจอมเวทที่ร่ายเวทค้างอยู่นั้นก็หยุดร่ายโดยไม่ต้องมีใครขัดขวางแต่อย่างใด

“แก มาที่นี่ได้ยังไง” เสลธถามด้วยความตกใจแต่ไร้ซึ่งคำตอบกลับ ทุกสิ่งทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบสงัดทันที “อะ อะ อะ” วีหันรีหันขวางไปมาด้วยความตกใจที่ถูกเปลี่ยนที่กระทันหันจากศาลาลอยกลางทะเลสาบ “ส เสลธ นี่แก” ดาเนะพูดออกมาอย่างเบาๆและหันไปทางเสลธ

“ฮึ่ม กรอด” เสลธเริ่มมีปฏิกิริยาเปลี่ยนแปลงทันที่ที่ได้ยินเสียงของดาเนะเรียกชื่อของเจ้าของร่างที่แท้จริง ความรู้สึกต่อต้านภายในร่างกายกำลังต่อสู้อยู่ในร่างของเสลธ สีหน้าที่แสดงถึงการขืนความต่อต้านได้แสดงออกมาพร้อมกับเม็ดเหลื่อที่เริ่มผุดบนใบหน้าของเสลธ

“แก ไอ้กิ้งก่าอ่อนหัด แกอีกแล้ว” เสลธรีบคว้าธนูและวิ่งขึ้นไปได้ทันที “เชิญแกนอนเล่นที่นี่ไปเถอะ หลังจากฆ่าเทพแสงได้ แกเป็นรายต่อไปแน่” เสียงของเสลธประกาศก้องออกมาพร้อมกับเร็กกุที่หายตัวมาโผล่ที่ดาเนะกับวีอยู่ แต่มีดเล่มหนึ่งได้พุ่งตรงมาทางเร็กกุหมายจะเสียบเข้าที่ใบหน้า แต่ก็หยุดชะงักและร่วงหล่นลงกับพื้นพร้อมกับการหายตัวไปยังอีกทิศทางหนึ่ง

“วี ตรงนี้ไม่ต้องห่วง รีบตามเสลธไปเร็ว” แมวโจ้ที่เป็นเจ้าของมีดบินเล่มนั้นหยิบมืดสำรองออกมาเตรียมขว้าง “แต่...” เสียงของวีเอ่ยขึ้นมาอย่างลังเลเพราะอาการของดาเนะ “ไม่เป็นไรวี เราไหวแล้ว รีบไปกันเถอะ” ดาเนะที่ค่อยๆดันตัวเองลุกขึ้นมานั่งเองแต่วีก็เข้ามาช่วยโดยการประคองหลัง

“ดาเนะ แต่...” วีใจจริงอยากจะห้ามแต่โดนดาเนะชิงพูดก่อน “ไม่เป็นไรแล้ววี ยาของวีออกฤทธิ์แล้วล่ะ ตอนนี้เราพอไหวแล้ว” ดาเนะค่อยๆยันตัวเองขึ้นยืนเพื่อแสดงให้เห็นว่าตัวเองไม่เป็นอะไร แม้ว่าจะยังรู้สึกปวดหน้าอกก็ตามแต่ก็บรรเทาลงไปมากแล้ว วีถอดคันธนูที่สวมไว้ออกและยื่นให้ดาเนะรับไป ดาเนะรับคันธนูจากวีมาไว้และถือให้ถนัดมือ

“ขอบคุณนะวี ไปกันเถอะ” ดาเนะก้าวเดินอย่างเร็วแต่ไม่ได้ออกวิ่งเพราะอาการปวดหน้าอกโดยวีเดินตามดาเนะไปประกบข้าง “ดาเนะ ความรู้สึกนั้น ดาเนะรู้สึกเหมือนกับข้าพเจ้ามั้ยน่ะ” วีถามขึ้นมาโดยมองที่สีหน้าของดาเนะที่มีสีหน้าครุ่นคิด แต่แววตาประกายแสดงถึงความดีใจ

“ใช่วี เสลธยังมีชีวิตอยู่ ตอนนี้รู้แล้วว่าทำไมพวกเราถึงมาโผล่ที่นี่ได้ด้วย” ทั้งคู่ยืนหยุดที่หน้าประตูบานใหญ่ที่ปิดไม่สนิท “วี ระวังนะ เสลธมันทำอะไรไม่รู้จนห้องนี้เหมือนเป็นพื้นที่ของมันแล้ว พลังของพวกเราทุกตัวถูกลดบั่นทอนลงเพราะผลของเสลธ” เสียงของวาฬกิลตะโกนดังขึ้นมาซึ่งเหล่าหางหน่วยอัลฟ่าต่างพยายามต่อสู้ยื้อกับเร็กกุอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะให้กิ้งก่าทั้งสองเข้าไปขัดขวางและจบเรื่องของเสลธลงตามคำสั่งที่เทพอเคเชียได้มอบไว้ เสียงการปะทะด้านล่างดังสนั่นเพราะการระเบิดของเวทมนต์ต่างๆ วีจึงใช้มือทั้งสองข้างผลักประตูบานใหญ่ออก อดีตห้องแห่งเทพแสงที่สว่างและสะอาดถูกแทนที่ด้วยความมืดและคลื่นพลังสีดำแผ่กระจายเต็มห้อง กิ้งก่าทั้งสองตัวเดินเข้าไปยังห้องแห่งความมืดด้วยกันเพื่อจะจบศึกนี้ลง

“เสลธ...จิตใจนายยังไม่ตาย...เพราะฉะนั้นเราจะช่วยนายออกจากความมืดแห่งนี้เอง”

Author:  pitinata [ Tue Dec 28, 2010 7:11 pm ]
Post subject:  Re: Ficต่อตอนยาวๆของดาเนะ Sc4. ตอน12

ตอนใหม่มาแล้ว ยังไม่มีเวลาอ่านเลย Image
เดี๋ยวถ้าว่างจะมาอ่านนะครับ ท่านดาเนะ

Page 130 of 204 All times are UTC + 7 hours
Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group
http://www.phpbb.com/